ผลผลิตที่ทันยูโร

     ทีมชาติอังกฤษในชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่พวกเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1990 โดยในทัวร์นาเม้นต์นี้พวกเขาทำได้เพียงอันดับที่ 4 เท่านั้น แต่ก็ถือว่ามาไกลกว่าที่แฟนบอลอังกฤษคาดไว้มาก เนื่องจากนักเตะชุดนี้มีแต่บรรดานักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลัก โดยแกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือหนุ่มของทีมชาติอังกฤษมีการเรียนักเตะประสบการณ์สูงที่อายุเกิน 30 ปีมาที่รัสเซียเพียง 3 คนเท่านั้น คือแอชลี่ย์ ยัง แบ็คสารพัดประโยชน์จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดวัย 32 ปี แกรี่ เคฮิลล์ กองหลังวัย 31 ปีจากเชลซี และเจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าตัวเก่งจากเลสเตอร์ ซิตี้วัย 31 ปี ส่วนนอกนั้นล้วนแต่เป็นนักเตะอายุ 24-27 ปีเป็นส่วนใหญ่ ทำให้พวกเขาจะสามารถใช้ผู้เล่นชุดนี้ทำศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้าได้เกือบทั้งหมด โดยอาจจะตัดตัวที่อายุเกิน 30 ปีในชุดนี้ออกจากทีมไป เนื่องจากอีก 2 ปีคงจะสภาพร่างกายโรยรากว่านี้ และให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นมาติดทีมแทน ซึ่งทีมชาติอังกฤษพึ่งไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และ 20 ปีมาได้เมื่อปีที่แล้วด้วย ซึ่งในอีก 2 ปีข้างหน้าอาจจะมีใครสุกงอมขึ้นมาพอดีก็ได้

            โดยหากลองตัดแค่ 3 นักเตะที่แก่เกินแกงในอีก 2 ปีข้างหน้าออกไป เท่ากับว่าทีมชาติอังกฤษอาจจะต้องมองหากองหลังหน้าใหม่เข้ามาเสริมทีมอีก 2 ราย และกองหน้าเพิ่มอีก 1 ราย ซึ่งตอนนี้ในส่วนตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่จะมาแทนแกรี่ เคฮิลล์นั้น ดูเหมือนว่าแกเร็ธ เซาต์เกธจะค้นพบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นคือโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีของทางลิเวอร์พูลนั่นเอง ซึ่งกำลังมาแรง และได้รับคำชมเป็นอย่างมากในช่วงต้นฤดูกาลที่จับคู่กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังฮอลแลนด์ได้อย่างลงตัว ส่วนตำแหน่งแบ็คซ้ายนั้นก็มีอยู่ในข่ายเหมือนกัน ซึ่งต้องดูว่ากุนซือวัย 47 ปีจะลองเรียกมาติดทีมดูหรือไม่ นั่นก็คือเบน ชิลเวลล์ แบ็คซ้ายจากเลสเตอร์ ซิตี้นั่นเอง หรือว่าจะเป็นทางไรอัน เซสเซญง ดาวรุ่งวัย 18 ปีของทางฟูแล่มก็ได้ ซึ่งมีโอกาสไม่น้อยที่จะเป็น 2 รายนี้ ส่วนกองหน้าที่จะเข้ามาเสียบแทนโควต้าของเจมี่ วาร์ดี้นั้น จนถึงตอนนี้ยังมองไม่ออกว่าจะมีใครเข้ามาแทนได้ ซึ่งต้องลองดูว่าดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าวัย 28 ปีในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีสภาพร่างกาย และฟอร์มการเล่นเป็นอย่างไร

เรียบเรียงโดย 918kiss

“กังหันลม” ยุคยังบลัด

    โรนัลด์ คูมันน์ กุนซือทีชาติฮอลแลนด์ได้ออกมาประกาศรายชื่อนักเตะที่ถูกเรียกติดทีมชาติที่จะทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกในช่วงต้นเดือนกันยายนออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่หมดยุคของ 3 เฒ่าเข่าเสื่อมอย่างโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ และอาร์เยน ร็อบเบนไป ทำให้นักเตะที่ถูกคูมันน์เรียกตัวครั้งนี้มีแต่นักเตะเลือดใหม่ และเป็นนักเตะพลังหนุ่มแทบทั้งสิ้น ซึ่งหากดูจากรายชื่อแล้วถือว่าเป็นรายชื่อนักเตะที่ค่อนข้างขี้เหร่มาก ซึ่งทำให้ฉุกคิดได้เลยว่าทีมชาติฮอลแลนด์ไม่สามารถปั้นนักเตะซุเปอร์สตาร์ขึ้นมาได้เลยในยุคหลังๆ ทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จเลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิลได้สำเร็จในยุคการคุมทีมของหลุยส์ ฟาน กัล

นักเตะที่ถูกเรียกมาติดทีมชาติครั้งนี้จะหลงเหลือเพียงเวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์เท่านั้นที่เป็นตัวเก๋า และมีถึง 4 คนที่เดียวที่ไม่เคยลงสนามในนามทีมชาติฮอลแลนด์มาก่อน ซึ่งเป็นนักเตะดาวรุ่ง 2 คนซึ่งถือว่าน่าจับตามองมากก็คือเฟรงกี้ เดอ ยอง กองกลางจากอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่มีข่าวว่าบาร์เซโลน่าสนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีมด้วย และอีกคนคือสตีเฟ่น เบิร์กไวนจ์ กองหน้าดาวรุ่งจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น นอกจากนั้นก็มีดาวรุ่งที่น่าจับตามองอย่างจิสติน ไคลเวิร์ต ที่ไปค้าแข้งกับโรม่าด้วย โดยเขาเป็นลูกชายของแพตทริค ไคลเวิร์ต อดีตกอหงน้าของทีมชาติฮอลแลนด์นั่นเอง ส่วนนักเตะที่น่าจะได้เป็นตัวหลักในทีมชุดนี้ก็คือเมมฟิส เดปาย ตัวริมเส้นจากโอลิมปิก ลียง เควิน สตรอทมัน กองกลางจากโรม่า จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ดาวเตะจากลิเวอร์พูล และกองหลังที่น่าจะได้เป็นตัวหลักทั้ง 4 คนเลยก็คือดาเล่ย์ บลินด์ ดาริล ยานมัต สเตฟาน เดอ ไฟรจ์ และที่สำคัญคือเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกจากลิเวอร์พูลนั่นเอง ซึ่งเขาถูกแต่งตั้งงให้เป็นกัปตันทีมชาติฮอลแลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย โดยโรนัลด์ คูมันน์เรียกนักเตะมาติดทีมครั้งนี้ถึง 34 คนเลยทีเดียว และจะมีคิวทำการอุ่นเครื่องกับทีมชาติเปรูในวันที่ 6 กันยายนนี้ และหลังจากนั้นก็ต้องบุกไปเยือนแชมป์โลกทีมล่าสุดอย่างทีมชาติฝรั่งเศสในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งคงต้องมาดูกันหลังจากนี้ว่าทีมชาติฮอลแลนด์ยุคใหม่จะดีพอที่จะได้กลับไปเล่นในยูโร 2020 รอบสุดท้ายหรือไม่

การผ่าตัดทีมชาติสเปน

    หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา หลายๆ ชาติก็มีการเปลี่ยนแปลงกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะตัวกุนซือของแต่ละชาติ ที่ก็เริ่มทยอยเปลี่ยนกันไป ซึ่งทีมชาติสเปนก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว เนื่องจากกุนซือทีมชาติสเปนคนก่อนอย่างจูเลน โลเปเตกีไปทำงามหน้าไว้ เมื่อไปรับงานคุมทีมเรอัล มาดริด ทั้งๆ ที่ทัวร์นาเม้นต์กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้สมาคมฟุตบอลสเปนก็เหมือนจะโดนหักหน้า จึงประกาศปลดออกจากตำแหน่งทันที โดยให้เฟร์นานโด เอียร์โร่ ที่ตอนนั้นเป็นฝ่ายเทคนิคอยู่เข้ามาคุมทีมแทนชั่วคราว ซึ่งผลงานก็ออกมาอย่างที่ทราบกัน ซึ่งก็เป็นเพราะเอียร์โร่ไม่ได้เคยคุมทีมมาก่อนด้วยซ้ำ ทำให้หลังจบทัวร์นาเม้นต์ต้องทำการแต่งตั้งหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตนักเตะของทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริดให้เข้ามาคุมทีม โดยจัดการเซ็นต์สัญญา 3 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลงานก่อนหน้านี้ก็คือเคยคุมทีมโรม่าในอิตาลี และผลงานเด่นของเขาก็คือการคุมทีมบาร์เซโลน่านั่นเอง ซึ่งกุนซือวัย 48 ปีคุมทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ได้แชมป์ลา ลีก้า 2 สมัย รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยด้วย

แต่การมาคุมทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้กับทีมชาติสเปนหลังฟุตบอลโลกไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เมื่อบรรดานักเตะตัวเก๋าต่างทยอยประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติสเปนไปแล้วถึง 3 คน ในรอบเดือนเดียวเท่านั้น ทั้งเคราร์ด ปิเก้ กองหลังจากบาร์เซโลน่า อันเดรส อิเนสต้า กองกลางตัวเก๋าวัย 34 ปีที่ย้ายไปค้าแข้งในญี่ปุ่นแล้ว และคนล่าสุดก็คือดาบิด ซิลบา กองกลางวัย 32 ปีจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั่นเอง ซึ่งหลุยส์ เอ็นริเก้จะต้องหาตัวแทนนักเตะเหล่านี้ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งทั้ง 3 รายที่อำลาทีมชาติไปเป็นนักเตะตัวจริงให้กับทีมชาติสเปนในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมาด้วย ทำให้ต้องมีการผ่าตัดทีมครังใหญ่เลยทีเดียว

ในส่วนของตัวแทนอันเดรส อิเนสต้า และดาบิด ซิลบา 2 นักเตะสไตล์เพลย์เมคเกอร์คงหาไม่ยากนัก เมื่อทีมชาติสเปนยุคนี้มีนักเตะตัวรุกอยู่เต็มไปหมด ทั้งอิสโก้ หรือมาร์โก อเซนซิโอ 2 ดาวเตะจากเรอัล มาดริดก็พอจะทดแทนได้บ้าง ถึงแม้ว่าฝีเท้าจะยังไม่ถึง 2 นักเตะที่เลิกเล่นให้ทีมชาติไปก็ตาม แต่ปัญหาใหญ่ก็คือการหาตัวแทนของเคราร์ด ปิเก้นั่นเอง ซึ่งสเปนมีทางเลือกในตำแหน่งเซ็นเตอร์ ฮาล์ฟน้อย ทำให้เอ็นริเก้อาจจะต้องไปกล่อมปิเก้ให้กับมาช่วยทีมชาติก่อน

“ยักษ์เขียว” กับยูโร 2020

  ทีมชาติไอร์แลนด์ กลับเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ได้อีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาอีกเลย หลังจากตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ แต่หลังจากพวกเขาทำการแต่งตั้งมาร์ติน โอนีล อดีตผู้จัดการทีมของแอสตัน วิลล่า และเลสเตอร์ ซิตี้มาเป็นผู้จัดการทีมเมื่อปี 2011 ทีม “ยักษ์เขียว” ก็เริ่มกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง โดยได้ไปเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน 2 ครั้งล่าสุด คือเมื่อปี 2012 ที่โปแลนด์ และยูเครนร่วม่กันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งตอนนั้นจำกัดทีมรอบสุดท้ายเพียง 16 ทีมเท่านั้นด้วย และครั้งล่าสุดคือยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งทีมชาติไอร์แลนด์ก็สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 1-2 อย่างน่าเสียดาย ส่วนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาพวกเขาก็ไม่สามารถผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้ เมื่อมาพ่ายในรอบเพลย์ออฟให้กับทีมชาติเดนมาร์ก ทั้งๆ ที่สามารถบุกไปยันเสมอได้ถึงกรุงโคเปเฮเก้น 0-0 แต่พอกลับมาเล่นที่กรุงดับลินกลับพ่ายไปอย่างเละเทะ 1-5

งานต่อไปของมาร์ติน โอนีลคือการทำทีมชาติไอร์แลนด์ให้เข้าไปเล่นในยูโร 2020 ในรอบสุดท้ายให้ได้อีกครั้ง หลังจากที่เขาสามารถพาทีมชาติไอร์แลนด์เล่นในรอบสุดท้ายของศึกยูโรได้ 2 สมัยติดต่อกัน ซึ่งในศึกยูโร 2020 ไอร์แลนด์เป็น 1 ในเจ้าภาพร่วมในครั้งนี้ด้วย แต่ก็ไม่ได้อภิสิทธ์ได้ไปเล่นในรอบสุดท้ายอัตโนมัติแต่อย่างใด เนื่องจากเจ้าภาพในครั้งหน้ามีถึง 10 กว่าชาติด้วยกัน

ตัวผู้เล่นของทีมชาติไอร์แลนด์ชุดนี้ก็ยังคงค้าแข้งอยู่ในอังกฤษเกือบทั้งหมด ซึ่งมาร์ติน โอนีลคงต้องทำการบ้านอย่างหนักเนื่องจากนักเตะตัวเก๋าหลายคนต่างเลิกเล่นกันไปหมดแล้ว รวมถึงร็อบบี้ คีน กองหน้าตัวเก๋าที่ช่วยทีมชาติไอร์แลนด์มาเกือบ 2 ทศวรรษด้วย ซึ่งเขากลายเป็นนักเตะที่ลงสนามมากที่สุดของทีมชาติไอร์แลนด์ และยังครองสถิติดาวยิงสูงสุดของชาติด้วยจำนวน 60 ประตูด้วย ทำให้ตอนนี้พวกเขาเหลือเพียงเชน ลอง กองหน้าจากเซาต์แธมตันเท่านั้นที่เป็นตัวความหวัง แต่จุดเด่นในยุคการคุมทีมของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือวัย 66 ปีก็คือเกมรับที่พวกเขาจะเน้นเสียประตูยาก และเสียประตูน้อยไว้ก่อน ส่วนเกมรุกค่อยว่ากัน แต่ตัวหลักก่อนหน้านี้อย่างจอห์น โอเช อดีตนักเตะสารพัดประโยชน์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้ประกาศเลิกเล่นไปแล้วเช่นกัน ทำให้พวกเขาแทบไม่เหลือนักเตะประสบการณ์ในแต่ละตำแหน่งเลย

ตัวเป้าที่หายไป

    ทีมชาติเยอรมันที่ประสบความล้มเหลวอย่างหนัก เมื่อต้องตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่พวกเขาตกรอบแรกด้วย ทำให้นักเตะหลายคนตกเป็นแพะรับบาปจากหตุการณ์นี้ อย่าเงเช่นเมซุต โอซิล กองกลางเพลย์เมคเกอร์ของทีมเป็นต้น ที่ก็ได้ประกาศอำลาการเล่นให้ทีมชาติเยอรมันหลังจากจบฟุตบอลโลกได้ไม่นาน ถึงแม้ว่าจะมีเหตุปัจจัยอื่นมาเกี่ยข้องด้วยก็ตาม แต่หากได้ดูทีมชาติเยอรมันเล่นทั้ง 3 นัดในรอบแรก จะเห็นได้ว่าสิ่งที่พวกเขาขาดหายไปจากยุคก่อนๆ ที่พวกเขาประสบความสำเร็จก็คือการที่ทีมชุดนี้ไม่มีกองหน้าตัวเป้าที่ไว้ใจได้ในการจบสกอร์อยู่ในทีมชุดนี้เลย

โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ของทีมชาติเยอรมันได้ได้ประกาศ 23 นักเตะที่ได้ทำศึกฟุตบอลโลก 2018 ก่อนทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้นไม่นาน โดยกุนซือวัย 58 ปี เรียกนักเตะในตำแหน่งกองหน้ามาติดทีมทำศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมาเพียง 4 คนเท่านั้น คือติโม แวร์เนอร์ กองหน้าดาวรุ่งวัย 22 ปีจากไลป์ซิก ที่ถูกคาดหวังเป็นอย่างมากก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น และได้สวมหมายเลข 9 ของทีมชุดนี้ด้วย คนต่อมาคือมาร์โก รอยส์ ตัวรุกจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ รวมถึงโธมัส มุลเลอร์ ตัวรุกจากบาเยิร์น มิวนิค และมาริโอ โกเมซ กองหน้าตัวเก๋าวัย 33 ปีจากเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มีเพียงมาริโอ โกเมซเท่านั้นที่เป็นกองหน้าในสไตล์ที่เป็นตัวเป้าขนานแท้ ส่วนในรายของมุลเลอร์ และมาร์โก รอยส์นั้นเห็นกันอยู่ว่าพวกเขาถนัดที่จะยืนในตำแหน่งริมเส้นเสียมากกว่า ส่วนติโม แวร์เนอร์ ก็ได้แสดงให้เห็นในทัวร์นาเม้นต์นี้ว่าเขาไม่สามารถยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าให้ทีมได้ และไม่ควรฝากความหวังไว้กับเขาด้วยซ้ำ เมื่อไม่สามารถทำอันตรายให้ทีมได้เลยยามอยู่ในกรอบเขตโทษ กลับกันคือเขาจะมีความหวือหวาขึ้นหากถ่างออกมาเล่นทางด้านข้างมากกว่า ซึ่งเป็นนักเตะในสไตล์ที่นักเตะยุคใหม่จะถนัดแบบนี้มากกว่า

ในยุคที่ทีมชาติเยอรมันประสบความสำเร็จในฟุตบอลยูโร 96 พวกเขาก็มีโอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ กองหน้าจอมโขกยืนเป็นตัวเป้า และเจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ เป็นตัวเป้า ส่วนในฟุตบอลโลก 2014 ที่พวกเขาคว้าแชมป์โลกได้ก็มีมิโรสลาฟ โคลเซ่ ดาวซัลโวตลอดกาลของฟุตบอลโลกยืนปักหลักเป็นกองหน้าตัวเป้าของทีม

จำนวนทีมรอบสุดท้าย

  ได้มีการเปลี่ยนระบบและได้เริ่มใช้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย กับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่จากก่อนหน้านี้จะทำการเตะรอบคัดเลือกเพื่อหา 16 ทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายที่จะจัดขึ้น 4 ปีครั้ง แต่เมื่อฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016 ที่ผ่านมา ที่ประเทศฝรั่งเศสได้เป็นเจ้าภาพนั้น ได้มีการเพิ่มจำนวนจาก 16 ทีมไปเป็น 24 ทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในการใช้งานรูปแบบนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ เนื่องจากทัวร์นาเม้นต์อื่นๆ ในทวีปอื่นก็ไม่เคยมีการจัดทัวร์นาเม้นต์ 24 ทีมมาก่อน อย่างในศึกฟุตบอลโลกก็จะใช้ระบบ 32 ทีมสุดท้าย ซึ่งทางยูฟ่าก็ต้องการเปลี่ยนมาเพื่อเอาใจชาติเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย การเพิ่มทีมในรอบสุดท้ายจะทำให้ชาติเล็กๆ เหล่านั้นมีโอกาสมากขึ้นในการเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในรอบสุดท้ายบ้าง ซึ่งเมื่อยูโรครั้งที่แล้วที่ฝรั่งเศสก็มีหลายชาติด้วยกันที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ทั้งทีมชาติไอซ์แลนด์ ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ ทีมชาติเวลส์ ทีมชาติอัลแบเนีย และทีมชาติสโลวาเกีย ซึ่งอาจจะรวมถึงทีมชาติออสเตรีย และทีมชาติยูเครนด้วย ที่สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกจากการผ่านรอบคัดเลือก ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเล่นในรอบสุดท้ายมาแล้ว แต่จากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเหมือนการให้โอกาสชาติเล็กๆ แต่นั่นก็แฝงไปด้วยสิ่งที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่าจะได้รับกลับมาเพิ่มขึ้นเช่นกัน นั่นคือค่าลิขสิทธ์ในการถ่ายทอดสด หรือบรรดาสปอนเซอร์ต่างๆ ที่จะตบเท้าเข้าหาพวกเขา เนื่องจากยิ่งมีจำนวนทีมมากขึ้น จำนวนนัดในการแข่งขันก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงผลประโยชน์จากการโหวตลงคะแนนในเรื่องต่างๆ ที่จะมีผลกับสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือทางฟีฟ่าอีกด้วย

ความคิดในการเพิ่มจำนวนทีมในการแข่งขันรอบสุดท้ายนี้ ไม่ได้มีแค่ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเท่านั้น แต่มันยังลามไปถึงศึกฟุตบอลโลกด้วย ที่ก็มีแนวคิดที่จะเพิ่มทีมจาก 32 ทีมเป็น 48 ทีม ที่ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริงด้วย แต่การเพิ่มทีมแบบนี้มันก็มีผลที่ไม่ค่อยดีตามมาเช่นกัน อย่างเช่นคุณภาพของทีมที่อาจจะมีการเหลื่อมล้ำกันมากยิ่งขึ้น และอาจจะทำให้การแข่งขันในรอบสุดท้ายอาจจะจืดชืดไปเลยในบางนัด ซึ่งคงต้องมาดูว่าแนวคิดนี้ของพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน

ฝากอนาคตไว้กับเซาต์เกธ

  หลังจากที่พาทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย ทำให้แกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือทีมชาติอังกฤษกำลังเนื้อหอมในวงการฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างมาก โดยว่ากันว่ามีทีมระดับสโมสรสนใจจะคว้าตัวไปคุมทีม หลังจากที่เขาพาทีมชาติอังกฤษคว้าอันดับที่ 4 ในศึกฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปีเลยทีเดียวที่ทีมชาติอังกฤษสามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นคือฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลีเป็นเจ้าภาพเมื่อ 28 ปีก่อน ด้วยเหตุผลนี้ทำให้กุนซือวัย 47 ปีเนื้อหอม และเป็นที่หมายปองในระดับสโมสรที่จะดึงตัวเขาไปคุมทีม ซึ่งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ ก็เริ่มกังวลกับสถานการณ์นี้แล้วด้วย เนื่องจากทางสมาคมฟุตบอลของอังกฤษเกรงว่าจะไม่สามารถสู้ค่าเหนื่อยของอดีตนักเตะทีมมิดเดิ้ลสโบรห์ แอสตัน วิลล่า และคริสตัล พาเลซได้ เนื่องจากทุนจากสโมสรนั้นมีมากกว่าสมาคมอย่างแน่นอน ทำให้เซาต์เกธอาจจะเลือกไปคุมทีมสโมสรได้หากหมดสัญญาการคุมทีมชาติอังกฤษไปแล้ว ซึ่งสัญญาของเขายังเหลืออีก 2 ปี ซึ่งจะไปจบกันหลังจากศึกฟุตบอลยูโร 2020 โดยเขาเซ็นต์สัญญากับสมาคมฟุตบอลอังกฤษไว้ 4 ปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2016

รายงานข่าวมีการระบุว่าตอนนี้ค่าจ้างที่กุนซือทีมชาติอังกฤษได้รับนั้นตกอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านปอนด์ต่อปี และบวกผลงานหรือความสำเร็จก็จะได้ประมาณ 2.5 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นเรตที่เท่ากับแซม อัลลาไดซ์ และรอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษคนก่อนหน้านี้ได้รับ แต่หากย้อนกลับไปเทียบกับฟาบิโอ คาเปลโล่ ที่ได้รับปีละ 4 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งก็ถือว่ามากในระดับหนึ่งกับการเป็นกุนซือระดับทีมชาติ แต่หากว่าไปเทียบกับเงินที่จะได้กับการคุมทีมระดับสโมสรแล้วต้องบอกเลยว่าเงินที่กุนซือวัย 47 ปีได้รับตอนนี้นั้นน้อยนิดเหลือเกิน หากไปเทียบกับโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้กันไปคนละ 15 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งฝีมือของกุนซือทีมชาติอังกฤษรายนี้คงจะยังได้ไม่ถึงระดับนั้นก็จริง แต่คาดว่าอย่างน้อยๆ เขาน่าจะได้รับข้อเสนอปีละ 6 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว เหมือนอย่างที่แซม อัลลาไดซ์ได้กับเอฟเวอร์ตันเมื่อช่วงกลางฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมโบนัสในการพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นด้วยซ้ำ ซึ่งหากมีข้อเสนอมาจริงคงไม่ต้องถามว่ากุนซือหนุ่มรายนี้จะเลือกไปทางไหน

 

ลุ้นเวลส์ในยุคของ “กิ๊กส์”

    หลังจากที่แขวนสตั๊ดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนปี 2014 ไรอัน กิ๊กส์ ก็พยายามหางานในการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลมาโดยตลอด ทั้งในระดับพรีเมียร์ลีก และระดับทีมชาติ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมั่นใจในฝีมือการคุมทีมของเขาเลยแม้แต่ทีมเดียว แต่อดีตปีกซ้ายของ “ปีศาจแดง” ก็กลับมาเป็นสต๊าฟฟ์ของทีมในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมอยู่ 2 ปี แต่ก็ต้องออกจากทีมหลังการเข้ามาของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสที่มีทีมสต๊าฟฟ์ของเขาติดตามมาด้วยทั้งแผง รวมถึงตัวผู้ช่วยคือรุย ฟาเรียด้วย ทำให้กิ๊กส์ต้องเคว้งคว้างอีกครั้ง และได้มีการไปเป็นคอมเมนเตเตอร์ตามทีวีบ้าง และเหมือนว่าจะมารับงานเป็นผู้อำนวยการเทคนิคของสมาคมฟุตบอลเวียตนามอยู่พักหนึ่งด้วย แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คริส โคลแมน กุนซือทีมชาติเวลส์ได้ตัดสินใจออกจากตำแหน่งเพื่อไปรับงานคุมทีมซันเดอร์แลนด์ในศึกแชมเปี้ยนชิปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ซันเดอร์แลนด์ได้สำเร็จ ทำให้ไรอัน กิ๊กส์ได้ส้มหล่นมานั่นเป็นกุนซือทีมชาติเวลส์ทันที

ก่อนหน้านี้กุนซือมือใหม่วัย 44 ปีเคยได้ทำการคุมทีมมาแล้วเล็กน้อยในช่วงปีสุดท้ายในการค้าแข้งของเขา เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปลดเดวิด มอยส์ออกจากตำแหน่งก่อนจบฤดูกาล และเหลือเกมการแข่งขันอีก 4 นัด ทำให้เขาได้ลองคุมทีมในช่วง 4 นัดที่เหลือ โดยเก็บชัยชนะได้ 2 นัด เสมอ 1 และแพ้ 1 แล้วก็ไม่เคยคุมทีมหลังจากนั้นเลย โดยงานแรกของเขาคือการคุมทีมชาติเวลส์ไปอุ่นเครื่องในศึกไชน่า คัพที่ประเทศจีน โดยนัดแรกพวกเขาต้องพบกับเจ้าภาพ และเป็นเวลส์ที่บุกยำจีนถึงถิ่น 6-0 โดยเกมนั้นแกเร็ธ เบล ซุเปอร์สตาร์จากเรอัล มาดริดทำแฮตทริคได้ด้วย แต่นัดชิงชนะเลิศก้แพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยไป 0-1 และก่อนศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็อุ่นเครื่องเสมอกับทีมชาติเม็กซิโกไป 0-0 ทำให้ยังไม่เห็นฝีมืออะไรมากมาย เนื่องจากเป็นเกมที่ยังไม่มีความหมายทั้งนั้น

บททดสอบจริงๆ ของไรอัน กิ๊กส์จะเริ่มต้นนับจากนี้ เมื่อเขาต้องพาทีมชาติเวลส์ทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่จะต้องพบกับทีมชาติไอร์แลนด์ และต้องไปเยือนทีมชาติเดนมาร์กในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ หลังจากเกมลีกเปิดฤดูกาลไปไม่นาน โดยมีตั๋วไปเล่นในศึกยูโร 2020 เป็นเดิมพัน และยังมีเกมที่จะอุ่นเครื่องกับทีมชาติสเปนของกุนซือคนใหม่อย่างหลุยส์ เอ็นริเก้ในช่วงเดืนอตุลาคมนี้ด้วย

อิตาลีต้องกู้ศรัทธา

            หลังจากตกรอบเพลย์ออฟในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โดยพ่ายให้กับทีมชาติสวีเดน 0-1 ทำให้ทีมชาติอิตาลีไม่ได้ผ่านเข้าไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1958 ที่ประเทศสวีเดนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็นยุคตกต่ำที่สุดช่วงหนึ่งของทีม “อัซซูรี่” เลยทีเดียว ซึ่งสมาคมฟุตบอลอิตาลีจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเริ่มต้นด้วยการปลดจามเปียโร่ เวนตุร่า กุนซือที่เข้ามารับงานต่อจากอันโตนิโอ คอนเต้ หลังจบศึกฟุตบอลยูโรที่ประเทศฝรั่งเศสออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถพาทีมชาติอิตาลีผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ ทำให้ต้องแต่งตั้งลุยจิ ดิ เบียโจ้ เข้ามารับตำแหน่งชั่วคราว แล้วไปจ้างโรแบร์โต้ มานชินี่ กุนซือมากฝีมือและโปรไฟล์ดีเข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีแทน โดยกุนซือวัย 53 ปียอมยกเลิกสัญญากับเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ทีมดังในประเทศรัสเซียมารับงานเพื่อชาติงานนี้แทนในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้คุมทีมอุ่นเครื่องไปแล้ว 3 นัดด้วยกันก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น โดยมีผลงานชนะ 1 เสมอ 1 และแพ้ 1 นัด

กุนซือวัย 53 ปีมีผลงานการคุมทีมสโมสรที่ไม่ธรรมดาทีเดียว ทั้งในอิตาลีที่เคยพาอินเตอร์ มิลานเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาถึง 3 สมัย และโคปปา อิตาเลียกับทีมเมืองหลวงมิลานอีก 3 สมัย และกับฟิออเรนติน่า และลาซิโออีกทีมละ 1 สมัย หรือในอังกฤษก็เคยสร้างประวัติศาสตร์พาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกมาแล้วด้วย ซึ่งถือว่าพาทีมมีถ้วยติดมือมาได้เกือบทุกทีมในการเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งสมาคมฟุตบอลอิตาลีเลือกมาโดยเฉพาะเพื่อให้กูศรัทธาแฟนบอลอิตาลีให้กับมามีกับทีมชาติอิตาลีอีกครั้ง โดยงานแรกคือการพาทีมชาติอิตาลีไปเล่นในศึกยูโร 2020 ให้ได้ ซึ่งจะเริ่มมีการจับสลากแบ่งกลุ่มในรอบคัดเลือกในช่วงปลายปี 2018 นี้ และไปเริ่มแข่งรอบคัดเลือกกันในช่วงเดือนมีนาคม 2019 ทำให้โรแบร์โต้ มานชินี่มีเวลาลองผิดลองถูกอีกซักระยะ โดยเกมแรกอย่างเป็นทางการของเขาคือการพาทีมชาติอิตาลีทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมชาติโปแลนด์ และต่อด้วยการไปเยือนทีมชาติโปรตุเกส ทีมแชมป์ยูโรครั้งล่าสุดในอีก 3 วันต่อมา ซึ่งทรัพยากรนักเตะชุดนี้ก็ถือว่าไม่ได้แย่นัก จะขาดก็เพียงจิอันลุยจิ บุฟฟ่อน ผู้รักษาประตูระดับตำนานที่ประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปแล้ว หลังจากตกรอบเพลย์ออฟฟุตบอลโลก

เยอรมันหลังหมดยุคโอซิล

   หลังจากการออกมาประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติเยอรมันของเมซุต โอซิล เพลย์เมคเกอร์เชื้อสายตุรกี ที่ทำผลงานช่วยทีมชาติเยอรมันมาตลอดเกือบทศวรรษ และก็ช่วยทีม “อินทรีย์เหล็ก” ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลด้วย โดยก็ได้มีประเด็นตามมาหลังจากนั้นมากมาย ทั้งการพูดเหน็บแนมจากคนใหญ่คนโตของวงการฟุตบอลเยอรมัน หรือจากทางฝั่งการเมืองบ้างก็มี ซึ่งก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน แต่สิ่งที่น่าสนใจหลังจากนี้คือใครจะก้าวขึ้นมาเป็นเพลย์เมคเกอร์ให้กับทีมชาติเยอรมันหลังจากนี้ ซึ่งเพลย์เมคเกอร์ไว 29 ปี ทำสถิติแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ถึง 40 ครั้ง ตลอดการลงเล่นในนามทีมชาติ 92 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดอีกด้วย และใครจะมาสวมใส่หมายเลข 10 ต่อจากเขา ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว

หากดูจากรายชื่อ 23 ผู้เล่นในชุดที่ทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ก็จะมีแค่อิลกาย กุนโดกัน กองกลางจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือจูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ ตัวรุกจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงเท่านั้นที่พอจะปรับมารับหน้าที่ผู้เล่นหมายเลข 10 แทนที่โอซิลได้ แต่ก็ไม่ได้มีความสามารถในการสร้างสรรค์โอกาสได้เท่านักเตะจากอาร์เซน่อลแม้แต่น้อย และนักเตะชาวเยอรมันแทบไม่มีสไตล์นักเตะที่เหมือนเมซุต โอซิลเลยด้วย ซึ่งโอซิลถือว่าเป็นนักเตะที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้เก่งที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลยุโรป โดยจากถิติต่างๆ เขาเป็นแนวหน้าในการสร้างสรรค์โอกาสการทำประตู และการแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูเสมอในศึกพรีเมียร์ลีก

ในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่ทีมชาติเยอรมันต้องตกรอบแรกนั้น เมซุต โอซิลเหมือนจะกลายเป็นแพะรับบาปในครั้งนี้ ด้วยเรื่องที่เคยไปถ่ายรูปกับประธานาธิบดีของตุรกีก่อนทัวร์นาเม้นต์จะเริ่ม และเรื่องที่ไม่ชอบเล่นเกมรับช่วยทีม แต่จากสถิติในฟุตบอลโลกที่ผ่านมาแล้ว เขาเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสให้กับทีมชาติเยอรมันมากที่สุด แต่บรรดากองหน้ากับทำประตูกันไม่ได้เอง และนี่คงต้องเป็นการบ้านของโยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันว่าจะเอาใครมาเล่นในตำแหน่งของโอซิล ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองอย่างแน่นอน ว่าจะทำผลงานได้ดีกว่าดาวเตะเชื้อสายเติร์กหรือไม่ ซึ่งในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้เราจะได้ทราบกัน เพราะจะมีคิวทีมชาติทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกกัน โดยทีมชาติเยอรมันต้องเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของแชมป์โลกทีมล่าสุดอย่างทีมชาติฝรั่งเศสพอดีด้วย ซึ่งถือเป็นบททดสอบชั้นยอดเลยทีเดียว