ลุ้นเวลส์ในยุคของ “กิ๊กส์”

    หลังจากที่แขวนสตั๊ดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนปี 2014 ไรอัน กิ๊กส์ ก็พยายามหางานในการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลมาโดยตลอด ทั้งในระดับพรีเมียร์ลีก และระดับทีมชาติ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมั่นใจในฝีมือการคุมทีมของเขาเลยแม้แต่ทีมเดียว แต่อดีตปีกซ้ายของ “ปีศาจแดง” ก็กลับมาเป็นสต๊าฟฟ์ของทีมในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมอยู่ 2 ปี แต่ก็ต้องออกจากทีมหลังการเข้ามาของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสที่มีทีมสต๊าฟฟ์ของเขาติดตามมาด้วยทั้งแผง รวมถึงตัวผู้ช่วยคือรุย ฟาเรียด้วย ทำให้กิ๊กส์ต้องเคว้งคว้างอีกครั้ง และได้มีการไปเป็นคอมเมนเตเตอร์ตามทีวีบ้าง และเหมือนว่าจะมารับงานเป็นผู้อำนวยการเทคนิคของสมาคมฟุตบอลเวียตนามอยู่พักหนึ่งด้วย แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คริส โคลแมน กุนซือทีมชาติเวลส์ได้ตัดสินใจออกจากตำแหน่งเพื่อไปรับงานคุมทีมซันเดอร์แลนด์ในศึกแชมเปี้ยนชิปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ซันเดอร์แลนด์ได้สำเร็จ ทำให้ไรอัน กิ๊กส์ได้ส้มหล่นมานั่นเป็นกุนซือทีมชาติเวลส์ทันที

ก่อนหน้านี้กุนซือมือใหม่วัย 44 ปีเคยได้ทำการคุมทีมมาแล้วเล็กน้อยในช่วงปีสุดท้ายในการค้าแข้งของเขา เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปลดเดวิด มอยส์ออกจากตำแหน่งก่อนจบฤดูกาล และเหลือเกมการแข่งขันอีก 4 นัด ทำให้เขาได้ลองคุมทีมในช่วง 4 นัดที่เหลือ โดยเก็บชัยชนะได้ 2 นัด เสมอ 1 และแพ้ 1 แล้วก็ไม่เคยคุมทีมหลังจากนั้นเลย โดยงานแรกของเขาคือการคุมทีมชาติเวลส์ไปอุ่นเครื่องในศึกไชน่า คัพที่ประเทศจีน โดยนัดแรกพวกเขาต้องพบกับเจ้าภาพ และเป็นเวลส์ที่บุกยำจีนถึงถิ่น 6-0 โดยเกมนั้นแกเร็ธ เบล ซุเปอร์สตาร์จากเรอัล มาดริดทำแฮตทริคได้ด้วย แต่นัดชิงชนะเลิศก้แพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยไป 0-1 และก่อนศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็อุ่นเครื่องเสมอกับทีมชาติเม็กซิโกไป 0-0 ทำให้ยังไม่เห็นฝีมืออะไรมากมาย เนื่องจากเป็นเกมที่ยังไม่มีความหมายทั้งนั้น

บททดสอบจริงๆ ของไรอัน กิ๊กส์จะเริ่มต้นนับจากนี้ เมื่อเขาต้องพาทีมชาติเวลส์ทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่จะต้องพบกับทีมชาติไอร์แลนด์ และต้องไปเยือนทีมชาติเดนมาร์กในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ หลังจากเกมลีกเปิดฤดูกาลไปไม่นาน โดยมีตั๋วไปเล่นในศึกยูโร 2020 เป็นเดิมพัน และยังมีเกมที่จะอุ่นเครื่องกับทีมชาติสเปนของกุนซือคนใหม่อย่างหลุยส์ เอ็นริเก้ในช่วงเดืนอตุลาคมนี้ด้วย