เหล่าดาวรุ่งจากแดนนาฬิกา

  ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ถือว่ายกระดับตัวเองขึ้นมากลายเป็นทีมยักษ์ใหญ่ในระดับชาติของทวีปยุโรปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ในระยะหลังที่ผ่านมาพวกเขาสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลรายการทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ได้โดยตลอด ทั้งในศึกฟุตบอลโลก และในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่ได้เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายเป็นประจำไปแล้ว รวมถึงในระดับทีมชาติชุดเยาวชนด้วย ที่พวกเขาได้เป็นถึงแชมป์โลกมาแล้วในชุดยู 17 ปีเมื่อปี 2009 ที่เป็นยุคของชาริล ชัปปุยส์ ที่เปลี่ยนมาเล่นให้กับทีมชาติไทยในปัจจุบันนั่นเอง นอกจากชัปปุยส์แล้ว ยังเป็นทีมชุดที่มีนักเตะกลายเป็นตัวหลักของทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในยุคนี้อีกหลายคนด้วย ทั้งกรานิค ชาก้า ริคาร์โด้ โรดริเกซ รวมถึงกองหน้าอย่างฮาริส เซเฟโรวิชด้วย ซึ่งจากผลงานสุดอยดคราวนั้น ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ใส่ใจกับนักเตะชุดเยาวชนมาโดยตลอด และทำให้พวกเขามีนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นมาช่วยในทีมชุดใหญ่ได้อย่างไม่ขาดสาย ทำให้พวกเขากลายเป็นชาติที่แข็งแกร่งในยุโรปในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีลีกฟุตบอลที่โด่งดังเหมือนประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ในยุโรปก็ตาม

ในศึกฟุตบอลโลกหนล่าสุด ทีมจากแดนนาฬิกาก็ยังสามารถผ่านรอบแรกได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่แข็งร่วมกับทีมชาติบราซิล เซอร์เบีย และคอสตาริก้าก็ตาม แต่ก็ยังสามารถเป็นที่ 2 ของกลุ่มได้สำเร็จ แต่ว่าสุดท้ายกลับไปตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อพ่ายให้กับทีมชาติสวีเดนไปแบบน่าเสียดาย 0-1 ทั้งๆ ที่พวกเขาครองบอลบุกได้มากกว่าด้วยซ้ำ แต่ว่าทีมชาตสวิตเซอร์แลนด์ก็มาแก้ตัวได้สำเร็จในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เอ เมื่อสามารถพลิกสถานการณ์เป็นแชมป์กลุ่มเหนือทีมชาติเบลเยี่ยมได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาไปเล่นในรอบคัดเลือกยูโร 2020(ข้อมูลโดย live22sure.com) ได้อย่างสบายใจ เพราะถึงแม้ว่าจะพลาดท่าไป แต่ก็ยังมีโอกาสได้เล่นในรอบเพลย์ ออฟอยู่ดี ซึ่งถือว่าเป็นการพลิกล็อคเล็กๆ เมื่อพวกเขาสามารถเบียดทีมชาติเบลเยี่ยมเข้ามาเป็นแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ โดยทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ชุดนี้ก็มีนักเตะดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมแล้วหลายรายในทุกตำแหน่ง ทั้งนิโก้ เอลเวดี้ กองหลัง เดนิส ซากาเรีย กองกลางซึ่งเป็น 2 ดาวเตะจากโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ส่วนในแดนหน้านั้นก็มีอัลเบี้ยน อเยติ กองหน้าวัย 21 ปีจากเอฟซี บาเซิ่ล ที่สามารถทำประตูแรกในนามทีมชาติได้แล้วด้วย ซึ่งดาวรุ่งเหล่านี้เริ่มเข้ามาช่วยผสมผสานกับตัวเก๋าของทีมได้อย่างลงตัวแล้ว ทำให้สวิตเซอร์แลนด์สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ขาลงของโปแลนด์

     ก่อนหน้านี้ซักประมาณ 10 ปีถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ ของวงการฟุตบอลโปแลนด์ เมื่อพวกเขาสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือว่ายูโรได้ทั้ง 3 สมัยหลังสุดมานี้ โดยในศึกฟุตบอลโลกก็สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้ในครั้งล่าสุดที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาทีมชาติโปแลนด์สามารถปั้นนักเตะขึ้นมาเป็นดาวดังของวกงารฟุตบอลยุโรปได้อีกด้วย ทั้งยาคุบ บลาซิคอฟสกี้ ปีกที่ค้าแข้งอยู่ในบุนเดสลีก้ามาอย่างยาวนาน และอีกรายที่สำคัญที่สุดก็คือโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้ากัปตันทีมชาติคนปัจจุบันนั่นเอง ที่กลายเป็นดาวซัลโวประจำศึกบุนเดสลีก้าในช่วงหลายฤดูกาลหลัง ทั้งตอนค้าแข้งกับโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ และในปัจจุบันกับทีมบาเยิร์น มิวนิคด้วย ทำให้ทีมชาติโปแลนด์กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาในช่วงหลัง ซึ่งพวกเขาได้เป็นเจ้าภาพร่วมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปร่วมกับยูเครนในปี 2012 ด้วย ทำให้ไม่ต้องคัดเลือกในทัวร์นาเม้นต์นั้น โดยในปี 2008 และ 2012 พวกเขาไม่สามารถผ่านรอบแรกไปได้ แต่ในปี 2016 ที่ผ่านมา พวกเขาสามารถผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ไปแพ้การดวลจุดโทษต่อทีมชาติโปรตุเกสเสียก่อน ซึ่งสุดท้ายโปรตุเกสกลายไปเป็นแชมป์ยุโรปในภายหลังด้วย ซึ่งถือว่าเป็นจุดพีคสุดของทีมชาติโปแลนด์แล้วในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา ที่พวกเขาสามารถผ่านรอบคัดเลือกไปเล่นฟุตบอลโลกได้อย่างง่ายดาย แต่สุดท้ายก็ต้องตกรอบแรกแบบไม่ได้ลุ้น ทำให้มีการเปลี่ยนกุนซือจากอดัม นาวาลก้า มาเป็นเยอร์ซี่ เบอร์เซเช็ค กุนซือวัย 47 ปีที่เข้ามาคุมทีมแทนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

แต่ทว่าผลงานของทีมชาติโปแลนด์ก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด ทั้งในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ก็ไม่สามารถเอาชนะทีมชาติอิตาลี และทีมชาติโปรตุเกสได้เลย ทำให้ต้องกลายเป็นบ๊วยของกลุ่ม และต้องตกไปเล่นในลีก บี ในเนชั่นส์ ลีกครั้งหน้าด้วย รวมถึงผลงานเกมอุ่นเครื่องก็ยังหาชัยชนะไม่เจอ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลงานของโปแลนด์ย่ำแย่ลงก็คือการที่พวกเขาไม่มีนักเตะเลือดใหม่ หรือดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมาช่วยรุ่นพี่ได้เลย และนักเตะตัวหลักอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และยาคุบ บลาสซิคอฟสกี้ ก็เริ่มโรยราลงเรื่อยๆ โดยล่าสุดมีดาวรุ่งอย่างคริสซ์ตอฟ เปียเต็ค กองหน้าวัย 23 ปีจากเจนัวที่ยิงเป็นว่าเล่นในกัลโช่ เซเรีย อา ก้าวขึ้นมาช่วยได้เพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งทีมชาติโปแลนด์ยังต้องการดาวรุ่งรายอื่นที่จะก้าวขึ้นมาช่วยทีมอีกหลายตำแหน่งด้วยกัน

บทความจากเว็บไซต์ สล็อตออนไลน์

 

แนวโน้มหลังแบ่งสายคัดเลือกยูโร 2020

     บทความฟุตบอลยูโร โดย live22 ได้มีการแบ่งสายในรอบคัดเลือกของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2020 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ทราบผลการแข่งขันในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่าได้แบ่งกลุ่มออกเป็นทั้งหมด 10 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะมีประมาณ 5-6 ทีมแล้วแต่กลุ่ม และแบ่งโถการจับสลากจากการเป็นแชมป์กลุ่มจากศึกเนชั่นส์ ลีกที่ผ่านมาด้วย ซึ่งหากดูจากผลการจับสลากแบ่งกลุ่มที่ออกมาแล้วก็มีโอกาสสูงที่บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปน่าจะเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้ไม่ยากทั้งนั้น

ทีมแชมป์เก่าของศึกยูโร 2016 อย่างทีมชาติโปรตุเกส ที่ได้แชมป์กลุ่มมาในศึกเนชั่นส์ ลีก ทำให้พวกเขาเป็นทีมวางในรอบคัดเลือกนี้ ถึงแม้ว่าผลการแบ่งกลุ่มมาจะหนักเล็กน้อย เมื่อมีทั้งทีมชาติยูเครน และทีมชาติเซอร์เบียเป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม แต่ว่าทั้ง 3 ทีมนี้ หากใครหลุดจาก 2 อันดับแรกไปก็ยังมีโอกาสที่จะได้เล่นในรอบเพลย์ ออฟอยู่ เพราะต่างเป็นแชมป์กลุ่มในเนชั่นส์ ลีกมาทั้งสิ้น

ในส่วนของทีมชาติอังกฤษก็ถือว่าโชคดีทีเดียวเมื่อจับไปอยู่ในกลุ่ม เอ ที่ค่อนข้างอ่อน โดยมีทีมชาติสาธารณะรัฐเช็ก โคโซโว บัลแกเรีย และมอนเตเนโกรอยู่ในกลุ่ม ซึ่งไม่น่าจะพลาด 2 อันดับแรก เช่นเดียวกับรองแชมป์โลกล่าสุดอย่างทีมชาติโครเอเชีย ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับเวลส์ และสโลวาเกียที่น่าจะพอต่อกรได้ แต่ก็คงไม่ยากเกินความสามารถของลูกทีมซลัตโก้ ดาริช

ทีมชาติสเปนของหลุยส์ เอ็นริเก้ที่เปิดตัวอย่างสวยหรู แต่มาแผ่วในช่วงหลังของศึกเนชั่นส์ ลีก ก็มาอยู่ในกลุ่มเดียวกับทีมชาติสวีเดน และทีมชาตินอร์เวย์ ซึ่งก็ไม่น่าจะเกินความสามารถที่จะผ่านเข้ารอบ ส่วนแชมป์โลกทีมล่าสุดอย่างทีมชาติฝรั่งเศสก็มีไอซ์แลนด์ และทีมชาติตุรกีอยู่ในกลุ่ม รวมถึงทีมชาติแอลเบเนียที่ได้ไปเล่นยูโรรอบสุดท้ายเมื่อปีที่แล้วด้วย แต่ปีนี้คงจะเป็นการยากเสียแล้ว

ทีมชาติฮอลแลนด์ ที่พลาดยูโรเมื่อคราวที่แล้วก็ต้องมาเจอกับทีมชาติเยอรมันในรอบคัดเลือกอีกครั้ง โดยยังมีไอร์แลนด์เหนือเป็นทีมคอยขัดขาด้วย ส่วนทีมชาติเบลเยี่ยมก็อยู่ในกลุ่มเดียวกับทีมชาติรัสเซีย โดยมีทีมชาติสก็อตแลนด์เป็นทีมสอดแทรก แต่ทีมแดนน้ำเมาก็ถือตั๋วเพลย์ ออฟอยู่ด้วย ส่วนทีมชาติอิตาลีก็มาอยู่ในกลุ่มเดียวกับทีมชาติบอสเนีย ฟินแลนด์ และทีมชาติกรีซ ซึ่งหากไม่สามารถเข้ารอบสุดท้ายได้ โรแบร์โต้ มันชินี่ก็คงอยู่ไม่ได้เช่นกัน

“อินทรีย์เหล็ก” ที่ถึงเวลาเปลี่ยน

    เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้วที่ทีม “อินทรีย์เหล็ก” ทีมชาติเยอรมันมีบุนเดสเทรนเนอร์ชื่อโยอาคิม เลิฟ เป็นกุนซือ หลังจากที่เขาเคยเป็นมือขวาของเจอร์เก้น คลิ๊นส์มันน์ในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศพวกเขาเป็นเจ้าภาพ และทำได้เพียงแค่อันดับที่ 3 เท่านั้น ทำให้หลังจากนั้นมาโจอาคิม เลิฟ ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเทรนเนอร์ตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งเป็นเวลากว่า 12 ปีแล้วที่เขาคุมทีมชาติเยอรมันมา ซึ่งมีช่วงเวลาที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จแบบสุดๆ เมื่อปี 2014 ที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิลได้สำเร็จ ซึ่งทัวร์นาเม้นต์นั้นพวกเขาทำผลงานได้อย่างสุดยอดตลอดทัวร์นาเม้นต์ โดยสามารถบุกถล่มทีมชาติบราซิลแบบยับเยิน 7-1 ด้วย

แต่หลังจากนั้นมาทีมชาติเยอรมันของโยอาคิม เลิฟ ที่ปัจจุบันอายุถึง 58 ปีแล้ว ก็ค่อยๆ ทำผลงานแย่ลงเรื่อยๆ โดยพวกเขายังคงแข็งแกร่งในรอบคัดเลือกอยู่ และมักทำสถิติเก็บชัยชนะได้หมดโดยตลอด แต่ในรอบสุดท้ายของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ฝรั่งเศสพวกเขาก็ต้องพ่ายให้กับทีมเจ้าภาพแบบสู้ไม่ได้ 0-2 ในรอบรองชนะเลิศ ส่วนในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาก็เป็นอย่างที่ทราบกันว่าพวกเขาตกรอบแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกเลยทีเดียว ซึ่งกลายเป็นบ๊วยของกลุ่มด้วยซ้ำ เมื่อแพ้ให้กับทีมชาติเกาหลีใต้ 0-2 ในนัดสุดท้าย ซึ่งหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกก็มีแฟนบอลหลายคนคิดว่าทางเดเอฟเบ หรือสมาพันธ์ฟุตบอลเยอรมันจะทำการปลดโยอาคิม เลิฟ ออกจากตำแหน่งบุนเดสเทรนเนอร์ แต่ว่าสุดท้ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำการปลดกุนซือรายนี้ออกจากตำแหน่งเสียที แม้ว่าทีมชาติเยอรมันจะฟอร์มดิ่งลงเหวลงเรื่อยๆ โดยในทัวร์นาเม้นต์ล่าสุดอย่างศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่ผ่านมา ทีมชาติเยอรมันก็กลายเป็นบ๊วยของกลุ่ม 1 ในลีก เอ เมื่อมีเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างทีมชาติฝรั่งเศส และทีมชาติฮอลแลนด์ และทีม “อินทรีย์เหล็ก” ก็ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยใน 4 นัดของกลุ่มนี้ และก็ต้องเป็นบ๊วยของกลุ่มอีกครั้ง และในทัวร์นาเม้นต์หน้าพวกเขาก็ต้องไปเริ่มกันที่ลีก บีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ย่ำแย่มมากๆ ของทีมชาติเยอรมันในระยะหลังมานี้ โดยชัยชนะในระยะหลังของเยอรมันก็คือเกมที่ทำการอุ่นเครื่องหรือกระชับมิตรเท่านั้น ส่วนแมตช์อย่างเป็นทางการที่เอาชนะได้ครั้งล่าสุดก็คือเกมที่พลิกเอาชนะทีมชาติสวีเดนได้ในศึกฟุตบอลโลกนัดที่ 2 นั่นเอง ซึ่งควรถึงเวลาเปลี่ยนแปลงของทีมชาติเยอรมันแล้วในตอนนี้

12 สนามที่ใช้ทำศึกยูโร 2020

    ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 หรือยูโร 2020 นั่นเอง ได้มีการเปลี่ยนมาทดลองการใช้ระบบเจ้าเภาพหลายประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีเจ้าภาพร่วมมากที่สุดเพียง 2 ประเทศเท่านั้น อย่างยูโร 2000 ที่เนเธอร์แลนด์ และเบลเยี่ยมเป็นเจ้าภาพ ปี 2008 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรียเป็นเจ้าภาพ และปี 2012 ประเทศโปแลนด์ และยูเครนเป็นเจ้าภาพ แต่ทัวร์นาเม้นต์ในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ จะมีการเป็นเจ้าภาพเร่วมกันถึง 12 ประเทศเลยทีเดียว โดยจะใช้แค่สนาม หรือเมืองๆ เดียวในแต่ละประเทศเท่านั้น เพื่อเป็นการทดลองของทางยูฟ่าด้วย โดยได้มีเมืองที่ได้ผ่านเข้ามาเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ถึง 12 เมือง 12 สนาม

1.ลอนดอน จะใช้สนามเวมบลีย์ในการเป็นเจ้าภาพที่ประเทศอังกฤษนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นสนามที่จะสามารถจุผู้ชมได้มากที่สุดที่ 90,000 คนด้วย และยังเป็นสนามที่จะได้จัดนัดชิงชนะเลิศในปี 2020 ด้วย

2.มิวนิคของเยอรมันนั่นเอง โดยจะใช้สนามอัลลิอันซ์ อารีน่าของทางบาเยิร์น มิวนิคเป็นเจ้าภาพ ซึ่งสามารถจุคนดูได้ถึง 75,000 คน ซึ่งจะเป็นสนามที่ได้จัดรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วย

3.โรม ที่ประเทศอิตาลี โดยจะใช้สนามโอลิมปิก สเตเดี้ยมในกรุงโรม ที่รองรับคนดูได้ประมาณ 72,500 คนโดยประมาณ

4.บากู ประเทศอาร์เซอร์ไบจาน โดยมีสนามโอลิมปิก สเตเดี้ยมที่สามารถจุคนดูได้เกือบ 70,000 คน

5.เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสนามที่ได้จัดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อกลางปี 2018 ที่ผ่านมาด้วย โดยจุคนดูได้ถึง 68,000 คน

6.บูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย ใช้สนามอารีน่า เนชั่นนาล่า ที่สามารถรองรับคนดูได้ประมาณ 55,000 คน

7.อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ จะใช้สนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่าของทีมอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่จุคนดูได้ 55,000 ซึ่งสร้างมาเมื่อตอนที่เนเธอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพยูโร 2000 ด้วย

8.ดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์ โดยใช้สนามอาวิว่า สตเดี้ยม ที่เป็นสนามหลักของทีมชาติไอร์แลนด์ที่จุคนดูได้ประมาณ 50,000

9.แคว้นบาสก์ ประเทศสเปน มีสนามนิว ซาน มาเมส สนามที่มีการปรับปรุงใหม่เมื่อไม่นานมานี้ และเสร็จไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน

10.บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี มีสนามเฟอร์เร้นซ์ ปุสกัส สเตเดี้ยม ที่จุคนดูได้เกือบ 68.000 คนเลยทีเดียว

11.กลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ ที่เลือกสนามแฮมป์เดน ปาร์ค ที่จุผู้ชมได้ประมาณ 52,000 คน

12.โคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ก โดยจะใช้สนามพาร์คเก้น ที่จุคนดูได้ไม่ถึง 40,000 คนเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสนามที่มีความจุน้อยที่สุดในยูโรครั้งนี้ด้วย

โครเอเชียที่กำลังผลัดใบ

  บทความฟุตบอลที่น่าสนใจโดยเว็บไซต์  918kissbyp8.com  ซลัตโก้ ดาลิช กุนซือวัย 51 ปีที่สามารถพาทีมชาติโครเอเชียเป็นถึงรองแชมป์ฟุตบอลโกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ได้รับคำชมกับผลงานดังกล่าวมากทีเดียว แต่ก็ต้องมีเรื่องให้กุนซือชาวโครแอตรายนี้ปวดหัวเป็นอย่างมากหลังจากจบศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เมื่อบรรดานักเตะตัวเก๋าของทีมต่างประการศเลิกเล่นให้กับทีมชาติโครเอเชียไปหลายรายแล้ว ซึ่งล้วนเป็นตัวหลักของทีมแทบทั้งสิ้น โดยยังดีที่เขายังมีลูก้า โมดริช กองกลางกัปตันทีมชาติของเรอัล มาดริด ที่ยังไม่ประกาศอำลาทีมไปแต่อย่างใด รวมถึงอีวาน ราคิติช กองกลางวัย 31 ปีจากสโมสรบาร์เซโลน่าด้วย ที่ยังอยู่ช่วยทีมต่อไป และน่าจะอยู่กันจนถึงหลังจบศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย สำหรับดาวเตะคนสำคัญของชาติทั้ง 2 รายนี้

แต่ปัญหาใหญ่ของทีมชาติโครเอเชียก็คือการประกาศเลิกเล่นทีมชาติพร้อมกันของดานิเยล ซูบาซิช นายประตูที่เป็นมือ 1 ของทีมชาติมาอย่างยาวนาน ได้ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเขาจะขอมุ่งมั่นกับการเล่นให้กับโมนาโกเท่านั้นในฤดูกาลนี้ และรายต่อไปก็คือเวดราน ชอร์ลูก้า กองหลังตัวเก๋าของทีมที่ก็ได้ประกาศอำลาทีมชาติโครเอเชียผ่านทางโซเชี่ยล มีเดียร์ของตัวเองแล้วเช่นกัน และอีกคนที่สำคัญมากๆ ก็คือมาริโอ มานด์ซูคิช กองหน้าร่างใหญ่ของยูเวนตุส และเป็นรองดาวซัลโวตลอดกาลของทีมชาติโครเอเชีย เป็นรองเพียงดาวอร์ ซูเคอร์ ยอดกองหน้าในยุคปลาย 90 เท่านั้น ก็ได้ประกาศอำลาทีมชาติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ทำให้ทีมของพวกเขานั้นอ่อนลงไปทันตาเห็น รวมถึงการประกาศรายชื่อในการเตะเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติโปรตุเกส และทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่จะต้องบุกไปเยือนทีมชาติสเปนในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ พวกเขาก็จะไม่มีอีวาน สตรินิช แบ็คซ้ายชุดรองแชมป์โลกด้วย ซึ่งยังไม่แน่ใจสาเหตุแต่อย่างใด แต่จนถึงตอนนี้แบ็คซ้ายจากเอซี มิลานยังไม่ได้มีการประกาศอำลาทีมชาติแต่อย่างใดด้วย แต่การประกาศรายชื่อล่าสุดไม่มีชื่อของเขาอยู่ในทีมชุดนี้ รวมถึงไม่มีนิโคล่า คาลินิช กองหน้าที่มีปัญหากับกุนซือในตอนบอลโลกด้วย โดยกุนซือวัย 51 ปีได้เรียกมาร์โก ดิวาย่า กองหน้าวัย 24 ปีจากเออีเค เอเธนส์ เข้ามาติดทีมเป็นครั้งแรก โดยดาลิชได้เรียกเดยาน ลอฟเรนที่ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ติดทีมในชุดนี้ด้วย

ผลผลิตที่ทันยูโร

     ทีมชาติอังกฤษในชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่พวกเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1990 โดยในทัวร์นาเม้นต์นี้พวกเขาทำได้เพียงอันดับที่ 4 เท่านั้น แต่ก็ถือว่ามาไกลกว่าที่แฟนบอลอังกฤษคาดไว้มาก เนื่องจากนักเตะชุดนี้มีแต่บรรดานักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลัก โดยแกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือหนุ่มของทีมชาติอังกฤษมีการเรียนักเตะประสบการณ์สูงที่อายุเกิน 30 ปีมาที่รัสเซียเพียง 3 คนเท่านั้น คือแอชลี่ย์ ยัง แบ็คสารพัดประโยชน์จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดวัย 32 ปี แกรี่ เคฮิลล์ กองหลังวัย 31 ปีจากเชลซี และเจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าตัวเก่งจากเลสเตอร์ ซิตี้วัย 31 ปี ส่วนนอกนั้นล้วนแต่เป็นนักเตะอายุ 24-27 ปีเป็นส่วนใหญ่ ทำให้พวกเขาจะสามารถใช้ผู้เล่นชุดนี้ทำศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้าได้เกือบทั้งหมด โดยอาจจะตัดตัวที่อายุเกิน 30 ปีในชุดนี้ออกจากทีมไป เนื่องจากอีก 2 ปีคงจะสภาพร่างกายโรยรากว่านี้ และให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นมาติดทีมแทน ซึ่งทีมชาติอังกฤษพึ่งไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และ 20 ปีมาได้เมื่อปีที่แล้วด้วย ซึ่งในอีก 2 ปีข้างหน้าอาจจะมีใครสุกงอมขึ้นมาพอดีก็ได้

            โดยหากลองตัดแค่ 3 นักเตะที่แก่เกินแกงในอีก 2 ปีข้างหน้าออกไป เท่ากับว่าทีมชาติอังกฤษอาจจะต้องมองหากองหลังหน้าใหม่เข้ามาเสริมทีมอีก 2 ราย และกองหน้าเพิ่มอีก 1 ราย ซึ่งตอนนี้ในส่วนตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่จะมาแทนแกรี่ เคฮิลล์นั้น ดูเหมือนว่าแกเร็ธ เซาต์เกธจะค้นพบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นคือโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีของทางลิเวอร์พูลนั่นเอง ซึ่งกำลังมาแรง และได้รับคำชมเป็นอย่างมากในช่วงต้นฤดูกาลที่จับคู่กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังฮอลแลนด์ได้อย่างลงตัว ส่วนตำแหน่งแบ็คซ้ายนั้นก็มีอยู่ในข่ายเหมือนกัน ซึ่งต้องดูว่ากุนซือวัย 47 ปีจะลองเรียกมาติดทีมดูหรือไม่ นั่นก็คือเบน ชิลเวลล์ แบ็คซ้ายจากเลสเตอร์ ซิตี้นั่นเอง หรือว่าจะเป็นทางไรอัน เซสเซญง ดาวรุ่งวัย 18 ปีของทางฟูแล่มก็ได้ ซึ่งมีโอกาสไม่น้อยที่จะเป็น 2 รายนี้ ส่วนกองหน้าที่จะเข้ามาเสียบแทนโควต้าของเจมี่ วาร์ดี้นั้น จนถึงตอนนี้ยังมองไม่ออกว่าจะมีใครเข้ามาแทนได้ ซึ่งต้องลองดูว่าดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าวัย 28 ปีในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีสภาพร่างกาย และฟอร์มการเล่นเป็นอย่างไร

เรียบเรียงโดย 918kiss

“กังหันลม” ยุคยังบลัด

    โรนัลด์ คูมันน์ กุนซือทีชาติฮอลแลนด์ได้ออกมาประกาศรายชื่อนักเตะที่ถูกเรียกติดทีมชาติที่จะทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกในช่วงต้นเดือนกันยายนออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่หมดยุคของ 3 เฒ่าเข่าเสื่อมอย่างโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ และอาร์เยน ร็อบเบนไป ทำให้นักเตะที่ถูกคูมันน์เรียกตัวครั้งนี้มีแต่นักเตะเลือดใหม่ และเป็นนักเตะพลังหนุ่มแทบทั้งสิ้น ซึ่งหากดูจากรายชื่อแล้วถือว่าเป็นรายชื่อนักเตะที่ค่อนข้างขี้เหร่มาก ซึ่งทำให้ฉุกคิดได้เลยว่าทีมชาติฮอลแลนด์ไม่สามารถปั้นนักเตะซุเปอร์สตาร์ขึ้นมาได้เลยในยุคหลังๆ ทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จเลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิลได้สำเร็จในยุคการคุมทีมของหลุยส์ ฟาน กัล

นักเตะที่ถูกเรียกมาติดทีมชาติครั้งนี้จะหลงเหลือเพียงเวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์เท่านั้นที่เป็นตัวเก๋า และมีถึง 4 คนที่เดียวที่ไม่เคยลงสนามในนามทีมชาติฮอลแลนด์มาก่อน ซึ่งเป็นนักเตะดาวรุ่ง 2 คนซึ่งถือว่าน่าจับตามองมากก็คือเฟรงกี้ เดอ ยอง กองกลางจากอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่มีข่าวว่าบาร์เซโลน่าสนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีมด้วย และอีกคนคือสตีเฟ่น เบิร์กไวนจ์ กองหน้าดาวรุ่งจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น นอกจากนั้นก็มีดาวรุ่งที่น่าจับตามองอย่างจิสติน ไคลเวิร์ต ที่ไปค้าแข้งกับโรม่าด้วย โดยเขาเป็นลูกชายของแพตทริค ไคลเวิร์ต อดีตกอหงน้าของทีมชาติฮอลแลนด์นั่นเอง ส่วนนักเตะที่น่าจะได้เป็นตัวหลักในทีมชุดนี้ก็คือเมมฟิส เดปาย ตัวริมเส้นจากโอลิมปิก ลียง เควิน สตรอทมัน กองกลางจากโรม่า จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ดาวเตะจากลิเวอร์พูล และกองหลังที่น่าจะได้เป็นตัวหลักทั้ง 4 คนเลยก็คือดาเล่ย์ บลินด์ ดาริล ยานมัต สเตฟาน เดอ ไฟรจ์ และที่สำคัญคือเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกจากลิเวอร์พูลนั่นเอง ซึ่งเขาถูกแต่งตั้งงให้เป็นกัปตันทีมชาติฮอลแลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย โดยโรนัลด์ คูมันน์เรียกนักเตะมาติดทีมครั้งนี้ถึง 34 คนเลยทีเดียว และจะมีคิวทำการอุ่นเครื่องกับทีมชาติเปรูในวันที่ 6 กันยายนนี้ และหลังจากนั้นก็ต้องบุกไปเยือนแชมป์โลกทีมล่าสุดอย่างทีมชาติฝรั่งเศสในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งคงต้องมาดูกันหลังจากนี้ว่าทีมชาติฮอลแลนด์ยุคใหม่จะดีพอที่จะได้กลับไปเล่นในยูโร 2020 รอบสุดท้ายหรือไม่

การผ่าตัดทีมชาติสเปน

    หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา หลายๆ ชาติก็มีการเปลี่ยนแปลงกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะตัวกุนซือของแต่ละชาติ ที่ก็เริ่มทยอยเปลี่ยนกันไป ซึ่งทีมชาติสเปนก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว เนื่องจากกุนซือทีมชาติสเปนคนก่อนอย่างจูเลน โลเปเตกีไปทำงามหน้าไว้ เมื่อไปรับงานคุมทีมเรอัล มาดริด ทั้งๆ ที่ทัวร์นาเม้นต์กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้สมาคมฟุตบอลสเปนก็เหมือนจะโดนหักหน้า จึงประกาศปลดออกจากตำแหน่งทันที โดยให้เฟร์นานโด เอียร์โร่ ที่ตอนนั้นเป็นฝ่ายเทคนิคอยู่เข้ามาคุมทีมแทนชั่วคราว ซึ่งผลงานก็ออกมาอย่างที่ทราบกัน ซึ่งก็เป็นเพราะเอียร์โร่ไม่ได้เคยคุมทีมมาก่อนด้วยซ้ำ ทำให้หลังจบทัวร์นาเม้นต์ต้องทำการแต่งตั้งหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตนักเตะของทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริดให้เข้ามาคุมทีม โดยจัดการเซ็นต์สัญญา 3 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลงานก่อนหน้านี้ก็คือเคยคุมทีมโรม่าในอิตาลี และผลงานเด่นของเขาก็คือการคุมทีมบาร์เซโลน่านั่นเอง ซึ่งกุนซือวัย 48 ปีคุมทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ได้แชมป์ลา ลีก้า 2 สมัย รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยด้วย

แต่การมาคุมทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้กับทีมชาติสเปนหลังฟุตบอลโลกไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เมื่อบรรดานักเตะตัวเก๋าต่างทยอยประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติสเปนไปแล้วถึง 3 คน ในรอบเดือนเดียวเท่านั้น ทั้งเคราร์ด ปิเก้ กองหลังจากบาร์เซโลน่า อันเดรส อิเนสต้า กองกลางตัวเก๋าวัย 34 ปีที่ย้ายไปค้าแข้งในญี่ปุ่นแล้ว และคนล่าสุดก็คือดาบิด ซิลบา กองกลางวัย 32 ปีจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั่นเอง ซึ่งหลุยส์ เอ็นริเก้จะต้องหาตัวแทนนักเตะเหล่านี้ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งทั้ง 3 รายที่อำลาทีมชาติไปเป็นนักเตะตัวจริงให้กับทีมชาติสเปนในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมาด้วย ทำให้ต้องมีการผ่าตัดทีมครังใหญ่เลยทีเดียว

ในส่วนของตัวแทนอันเดรส อิเนสต้า และดาบิด ซิลบา 2 นักเตะสไตล์เพลย์เมคเกอร์คงหาไม่ยากนัก เมื่อทีมชาติสเปนยุคนี้มีนักเตะตัวรุกอยู่เต็มไปหมด ทั้งอิสโก้ หรือมาร์โก อเซนซิโอ 2 ดาวเตะจากเรอัล มาดริดก็พอจะทดแทนได้บ้าง ถึงแม้ว่าฝีเท้าจะยังไม่ถึง 2 นักเตะที่เลิกเล่นให้ทีมชาติไปก็ตาม แต่ปัญหาใหญ่ก็คือการหาตัวแทนของเคราร์ด ปิเก้นั่นเอง ซึ่งสเปนมีทางเลือกในตำแหน่งเซ็นเตอร์ ฮาล์ฟน้อย ทำให้เอ็นริเก้อาจจะต้องไปกล่อมปิเก้ให้กับมาช่วยทีมชาติก่อน

“ยักษ์เขียว” กับยูโร 2020

  ทีมชาติไอร์แลนด์ กลับเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ได้อีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาอีกเลย หลังจากตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ แต่หลังจากพวกเขาทำการแต่งตั้งมาร์ติน โอนีล อดีตผู้จัดการทีมของแอสตัน วิลล่า และเลสเตอร์ ซิตี้มาเป็นผู้จัดการทีมเมื่อปี 2011 ทีม “ยักษ์เขียว” ก็เริ่มกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง โดยได้ไปเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน 2 ครั้งล่าสุด คือเมื่อปี 2012 ที่โปแลนด์ และยูเครนร่วม่กันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งตอนนั้นจำกัดทีมรอบสุดท้ายเพียง 16 ทีมเท่านั้นด้วย และครั้งล่าสุดคือยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งทีมชาติไอร์แลนด์ก็สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 1-2 อย่างน่าเสียดาย ส่วนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาพวกเขาก็ไม่สามารถผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้ เมื่อมาพ่ายในรอบเพลย์ออฟให้กับทีมชาติเดนมาร์ก ทั้งๆ ที่สามารถบุกไปยันเสมอได้ถึงกรุงโคเปเฮเก้น 0-0 แต่พอกลับมาเล่นที่กรุงดับลินกลับพ่ายไปอย่างเละเทะ 1-5

งานต่อไปของมาร์ติน โอนีลคือการทำทีมชาติไอร์แลนด์ให้เข้าไปเล่นในยูโร 2020 ในรอบสุดท้ายให้ได้อีกครั้ง หลังจากที่เขาสามารถพาทีมชาติไอร์แลนด์เล่นในรอบสุดท้ายของศึกยูโรได้ 2 สมัยติดต่อกัน ซึ่งในศึกยูโร 2020 ไอร์แลนด์เป็น 1 ในเจ้าภาพร่วมในครั้งนี้ด้วย แต่ก็ไม่ได้อภิสิทธ์ได้ไปเล่นในรอบสุดท้ายอัตโนมัติแต่อย่างใด เนื่องจากเจ้าภาพในครั้งหน้ามีถึง 10 กว่าชาติด้วยกัน

ตัวผู้เล่นของทีมชาติไอร์แลนด์ชุดนี้ก็ยังคงค้าแข้งอยู่ในอังกฤษเกือบทั้งหมด ซึ่งมาร์ติน โอนีลคงต้องทำการบ้านอย่างหนักเนื่องจากนักเตะตัวเก๋าหลายคนต่างเลิกเล่นกันไปหมดแล้ว รวมถึงร็อบบี้ คีน กองหน้าตัวเก๋าที่ช่วยทีมชาติไอร์แลนด์มาเกือบ 2 ทศวรรษด้วย ซึ่งเขากลายเป็นนักเตะที่ลงสนามมากที่สุดของทีมชาติไอร์แลนด์ และยังครองสถิติดาวยิงสูงสุดของชาติด้วยจำนวน 60 ประตูด้วย ทำให้ตอนนี้พวกเขาเหลือเพียงเชน ลอง กองหน้าจากเซาต์แธมตันเท่านั้นที่เป็นตัวความหวัง แต่จุดเด่นในยุคการคุมทีมของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือวัย 66 ปีก็คือเกมรับที่พวกเขาจะเน้นเสียประตูยาก และเสียประตูน้อยไว้ก่อน ส่วนเกมรุกค่อยว่ากัน แต่ตัวหลักก่อนหน้านี้อย่างจอห์น โอเช อดีตนักเตะสารพัดประโยชน์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้ประกาศเลิกเล่นไปแล้วเช่นกัน ทำให้พวกเขาแทบไม่เหลือนักเตะประสบการณ์ในแต่ละตำแหน่งเลย