ไอซ์แลนด์ อาจไม่เหมือนเดิม

    ศึกฟุตบอลโลก ถือเป็นเวทีที่ทำให้มีนักเตะแจ้งเกิดมากมาย และก็ทำให้นักเตะหลายคนดับอนาจด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับกุนซือที่มีโอกาสได้งานที่ใหญ่กว่าเดิม และอาจจะโดนไล่ออกหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ได้เช่นกัน และในศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียหนนี้ก็มีกุนซือหลายคนที่ต้องตกงานหลังจากพาทีมชาติที่คุมทำผลงานได้น่าผิดหวัง อย่างเช่นฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือหัวเหม่งที่ทำทีมชาติอาร์เจนติน่าล้มเหลว และทำได้แค่ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น จนต้องออกจากตำแหน่งจากความกดดันที่มาจากแฟนบอล และที่น่าตกใจก็คงจะเป็นทีมชาติไอซ์แลนด์ ที่กุนซืออย่างเฮลเมียร์ ฮัลล์กริมสัน ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังจบศึกฟุตบอลโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เฮลเมียร์ ฮัลล์กริมสัน ถือว่าเป็นกุนซือผู้สร้างทีมชาติไอซ์แลนด์ให้มีความแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ก็ว่าได้ โดยกุนซือวัย 51 ปี เริ่มเข้ามาคุมทีมชาติไอซ์แลนด์เมื่อปี 2013 โดยตอนแรกเป็นการคุมทีมร่วมกับลาร์ส ลาเกอร์บัค กุนซือดังชาวสวีเดน ที่เริ่มสร้างทีมมาตั้งแต่ปี 2011 แต่ช่วงนั้นไอซ์แลนด์ยังถือว่าไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่พอได้มีการแต่งตั้งเป็นกุนซือคนคู่ กลับทำให้ไอซ์แลนด์แข็งแกร่ง และดูเก่งขึ้นผิดหูผิดตาเลยทีเดียว และสุดท้ายไอซ์แลนด์ก็ประสบความสำเร็จด้วยการผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถึงแม้ศึกยูโร 2016 จะเป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มทีมจาก 16 ทีมเป็น 24 ทีม ทำให้โอกาสที่จะเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายเพิ่มมากขึ้นก็ตามซึ่งพวกเขาผ่านรอบคัดเลือกโดยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม และเขี่ยทีมชาติฮอลแลนด์ตกรอบไปด้วย ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น เพราะในรอบสุดท้ายพวกเขายังผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อีกด้วย ถึงแม้จะแพ้ทีมชาติฝรั่งเศสอย่างขาดลอยก็ตาม และหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ ลาร์ส ลาเกอร์บัคก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง จึงเป็นการอำลากุนซือคนคู่ และเหลือเฮลเมียร์ ฮัลล์กริมสันคุมทีมเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งกุนซือชาวไอซ์แลนด์ก็ยังต่อยอดทีมชุดนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มรอบคัดเลือก ผ่านเข้าเล่นฟุตบอลโลกได้สำเร็จอีกด้วย และถึงแม้ว่าในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายพวกเขาจะไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยก็ตาม แตก็ยังมีคะแนนจากการเสมอกับอาร์เจนติน่า 1-1 ซึ่งการลาออกครั้งนี้ของเฮลเมียร์ ฮัลล์กริมสัน อาจจะทำให้ทีมชาติไอซ์แลนด์ไม่แข็งแกร่งเหมือนอย่างช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ได้

ยุโรปครองโลก

   ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา หากวัดความสำเร็จจากทวีปต่างๆ คงไม่ต้องสืบว่า ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้คือทวีปยุโรป ที่ถึงแม้จะเป็นทวีปที่ได้โควต้าการเล่นในศึกฟุตบอลโลกมากที่สุดอยู่ตลอดอยู่แล้ว คือ 14 ชาติ เนื่องจากมีจำนวนชาติที่เยอะ แต่ทีมจากทวีปยุโรปสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ถึง 11 ทีม และมีทีมทีมจากยุโรปที่ตกรอบแรกไปเพียง 3 ทีมเท่านั้น โดย 2 ใน 3 ทีมนั้นมาจากกลุ่มที่มีชาติจากยุโรปอยู่ด้วยกัน 2 ทีมด้วย คือไอซ์แลนด์ ที่อยู่กลุ่มเดียวกับทีมชาติโครเอเชีย และเซอร์เบีย ที่อยู่กลุ่มเดียวกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนโปแลนด์ที่อยู่ในกลุ่มที่ 4 ชาติมาจากคนละทวีป และเป็นชาติที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดจากตัวแทนทวีปยุโรปทั้งหมด เพราะกว่าจะมาเก็บชัยชนะได้ก็เป็นนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มซะแล้ว โดยเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นปิดท้ายได้ 1-0

ผลงานของทีมจากยุโรปยังไม่จบเท่านี้ เมื่อผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปแล้วก็เป็นรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยทีมชาติจากยุโรปยังสามารถผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้ถึง 6 ทีม ซึ่งทีมที่ต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายคือโปรตุเกสที่แพ้อุรุกวัย 1-2 ทั้งๆ ที่บุกใส่ทั้งเกม ทีมชาติสเปนที่แพ้ให้กับเจ้าภาพรัสเซียในการดวลจุดโทษ ทีมชาติเดนมาร์กที่แพ้ให้กับทีมชาติโครเอเชียในการดวลจุดโทษเช่นกัน และสุดท้ายทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่แพ้ให้กับทีมชาติสวีเดน นอกนั้นชาติจากยุโรปชนะได้ทั้งหมด ทั้งฝรั่งเศสที่ชนะอาร์เจนติน่าอย่างสนุก 4-3 เบลเยี่ยมที่พลิกนรกกลับมาเอาชนะญี่ปุ่น 3-2 และอังกฤษที่เอาชนะโคลอมเบียในการดวลจุดโทษ

รอบ 8 ทีมสุดท้าย ทีมจากทวีปยุโรปต้องมาพบกันเองอีก 2 คู่ คืออังกฤษที่พบกับสวีเดน และรัสเซียที่ต้องพบกับโครเอเชีย โดยทีมชาติอังกฤษเอาชนะสวีเดนไปอย่างไม่ยากเย็น 2-0 ส่วนทีมชาติโครเอเชียต้องดวลจุดโทษอีกครั้ง กว่าจะเอาชนะเจ้าภาพรัสเซียได้ ส่วนอีก 2 คู่คือทีมชาติเบลเยี่ยมที่โค่นเต็ง 1 ในฟุตบอลโลกหนนี้อย่างทีมชาติบราซิลได้สำเร็จ 2-1 และทีมชาติฝรั่งเศสที่เอาชนะทีมชาติอุรุกวัยได้อย่างสบายเท้า 2-0 ทำให้ 4 ทีมที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก กลายเป็นฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปไปชั่วขณะ เพราะทั้ง 4 ทีมมาจากทวีปยุโรปด้วยกันทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะส่วนใหญ่จะมีทีมชาติบราซิล หรือทีมชาติอาร์เจนติน่าหลุดเข้ามาในรอบรองชนะเลิศด้วย ทำให้ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีเจ้าภาพมากหน้าหลายตา ก็เหมือนจะเป็นการชิงแชมป์โลกกรายๆ เลยก็ว่าได้

อัศวินสีส้ม

    หลังจากปี 1986 เป็นต้นมา ทีมฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ก็ได้เล่นในฟุตบอลระดับเมเจอร์รายการใหญ่ ทั้งศึกฟุตบอลโลก และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาโดยตลอด และไม่เคยพลาดทัวร์นาเม้นต์ระดับเมเจอร์ 2 รายการติดต่อกันเลย ซึ่งพวกเขาจะได้เล่นในรอบสุดท้ายอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งมาถึงยุคนี้ที่พวกเขาไม่ผ่านรอบคัดเลือกทั้งศึกฟุตบอลยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ รวมถึงฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ตกต่ำที่สุดของทีม “อัศวินสีส้ม” เลยทีเดียว

หลังจากที่พวกเขาจบจากศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลด้วยการจบอันดับที่ 3 ของทัวร์นาเม้นต์ในยุคการคุมทีมของ “อาจารย์หลุยส์” หลุยส์ ฟาน กัล บรมกุนซือชาวดัตช์ ที่หลังจบทัวร์นาเม้นต์เขาก็พ้นจากตำแหน่ง และย้ายไปคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อหลังจากนั้น ซึ่งโดยปกติแล้วสมาคมฟุตบอลของชาติต่างๆ มักจะให้เวลากุนซือคุมทีมอย่างน้อยเป็นเวลา 2 ปี แต่กับไม่เป็นเช่นนั้นกับทีมชาติฮอลแลนด์ เมื่อในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พวกเขากลับเปลี่ยนกุนซือไปแล้วถึง 4 คน เริ่มตั้งแต่กุส ฮิดดิ้ง ที่ได้คุมทีมไม่ถึง 1 ปีด้วยซ้ำ ต่อมาเป็นแดนนี่ บลินด์ อดีตตำนานนักเตะของอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ได้คุมทีมเกือบ 2 ปี ต่อด้วยการหวนกลับมาคุมทีมชาติฮอลแลนด์อีกครั้งของดิ๊ค อัดโวคาต ที่อยู่ในตำแหน่งเพียง 6 เดือนเท่านั้น และคนสุดท้าย และคนปัจจุบันเป็นโรนัลด์ คูมันน์ อดีตผู้จัดการทีมสโมสรเซาต์แธมตัน และเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีก ที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเซ็นสัญญากันเป็นเวลา 4 ปีครึ่งเลยทีเดียว เพื่อเป้าหมายที่จะพาทีมชาติฮอลแลนด์กลับไปเล่นในฟุตบอลรายการใหญ่อีกครั้งให้ได้ ทั้งศึกยูโร 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้า และศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาต้าร์ ซึ่งจาก 4 นัดที่ผ่านมา กุนซือวัย 55 ปี สามารถพาทีม “อัศวินสีส้ม” เอาชนะได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น

ทีมชาติฮอลแลนด์กำลังอยู่ในช่วงผลัดใบ ซึ่งนักเตะดาวดังหลายคนจากชุดอันดับ 3 ฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีที่แล้วได้ก็ได้ประกาศอำลาทีมชาติกันไปเกือบหมดแล้ว และบางคนก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของโรนัลด์ คูมันน์แล้วด้วย เนื่องจากอายุที่มากขึ้น และเลยจุดพีคของฟอร์มการเล่นไปแล้ว ทั้งโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ หรอือาร์เย็น ร็อบเบน และตอนนี้ก็ยังไม่มีนักบอลชาวดัตช์ที่ก้าวขึ้นมาเป็นดาวดัง และกำลังสำคัญของทีมเลย โดยมีเพียงเมมฟิส เดปาย ปีกจากโอลิมปิก ลียงเท่านั้น ที่พอจะมีอนาคตมากที่สุดในเวลานี้

เบลเยี่ยมยังต่อยอดได้อีก

    วงการฟุตบอลยุโรปต่างจับตามองทีมชาติเบลเยี่ยมมาซักระยะหนึ่งแล้ว และมีการคาดหมายว่า “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” จะประสบความสำเร็จในเวทีนานาชาติในเร็ววันนี้ เนื่องจากพวกเขาอยู่ในยุคโกลเด้น เจเนเรชั่น ที่บรรดานักเตะดาวรุ่งต่างก้าวขึ้นมากลายเป็นนักเตะระดับเวิร์ลด์ คลาสส์ ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน และทันกันในช่วงพีคของอาชีพค้าแข้งพอดี ซึ่งเหล่านักเตะในทีมชาติเบลเยี่ยมต่างค้าแข้งอยู่ตามทีมชั้นนำในแต่ละลีก โดยเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีกขออังกฤษ ที่มีดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยมอาศัยอยู่มากที่สุด

ผลงานของทีมชาติเบลเยี่ยมเริ่มไปได้สวยในยุคของมาร์ค วิลม็อตส์ กุนซือหนุ่มซึ่งเคยเป็นอดีตตำนานดาวเตะของเบลเยี่ยมด้วย ที่เข้ามาทำทีมชาติเบลเยี่ยมทำศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล และสามารถพาทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะพ่ายให้กับทีมชาติอาร์เจนติน่า 0-1 จากประตูชัยของกอนซาโล่ อิกวาอินตั้งแต่ช่วงต้นเกม และทัวร์นาเม้นต์ต่อมาก็คือศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งพวกเขาก็ทำได้เพียงถึงรอบแปดทีมสุดท้ายเช่นกัน เมื่อพ่ายให้กับทีมชาติเวลส์ 1-3 และนั่นก็เป็นนัดสุดท้ายในการคุมทีมของมาร์ค วิลม็อตส์ ก่อนจะถูกสมาคมฟุตบอลเบลเยี่ยมไล่ออกหลังจากจบทัวร์นาเม้น

และถึงแม้ว่าทีมชาติเบลเยี่ยมจะทำได้ดีขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ก็ต้องพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศสในที่สุด แต่พวกเขาก็ยังมีอนาคตที่สุดใสรออยู่ เพราะขุมกำลังของพวกเขายังพร้อมสำหรับศึกยูโร 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้าได้อย่างสบาย เพราะตัวหลักอย่างเอแดน อาซาร์ เควิน เดอ บรอยน์ โรเมลู ลูกากู หรือยานนิค การาสโก้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าก็ยังอายุไม่ถึงเลข 3 ซักคน จะมีก็เพียงดรีส์ เมอร์เท่น แว็งซ็องต์ กอมปานี กับแยน แฟร์ต็องเก้น ที่ในอีก 2 ปีข้างหน้าอาจจะเป็นช่วงขาลงของพวกเขาแล้ว แต่อาจจะมีดาวรุ่งรายใหม่ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนได้พอดีก็ได้ เพราะผู้เล่นชุดที่โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยี่ยมคนปัจจุบันเรียกมาติดทีม ก็มีบรรดาดาวรุ่งก้าวขึ้นมาติดทีมบ้างแล้ว เพียงแค่รอเวลาบ่มเพาะประสบการณ์เท่านั้น และอาจจะเบ่งบานพอดีกับศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในอีก 2 ปีข้างหน้าก็ได้ ตอนนี้ทีมชาติเบลเยี่ยมยังมองเห็นโอกาสในการต่อยอดจากผู้เล่นชุดนี้ได้อีก อย่างน้อยผู้เล่น 23 คนที่เรียกติดทีมคราวนี้ น่าจะมีชื่อติดทีมในศึกฟุตบอลโลก 2022 ไม่ต่ำกว่า 10 คนเลยทีเดียว

 

เจ้าภาพแบบใหม่

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปกำลังจะเกิดขึ้นในศึกยูโร 2020 ที่จะเป็นครั้งแรกซึ่งมีเจ้าภาพมากที่สุดถึง 12 ทีมเลยทีเดียว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฏทีมที่ได้เข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายจาก 16 เป็น 24 ทีมมาแล้วเมื่อยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งการเป็นเจ้าภาพร่วมเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งในศึกฟุตบอลโลกที่เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกันเมื่อปี 2002 หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อปี 2000 ที่ฮอลแลนด์ และเบลเยี่ยมเคยเป็นเจ้าภาพร่วมกันมาแล้ว ซึ่งแนวคิดการมีหลายประเทศร่วมเป็นเจ้าภาพครั้งนี้มีมิเชล พลาตินี่ ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่าคนก่อนเป็นต้นคิด เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ในการก่อตั้งสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปขึ้น โดยแชมป์ในครั้งนี้จะได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกคอนเฟเดเรชั่น คัพ ในครั้งถัดไปตามปกติ

หลังจากที่มีการประชุมกันเมื่อปลายปีที่แล้วก็ได้บทสรุปมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าประเทศใด และสนามไหนจะได้เป็นเจ้าภาพบ้าง โดยมีประเทศเบลารุส บัลแกเรีย อิสราเอล มาเซโดเนีย สวีเดน และเวลส์ ที่ต้องผิดหวังที่ไม่ถูกคัดเลือกในครั้งนี้ โดยมี 12 ประเทศที่สมหวังได้เป็นผู้จัดร่วมครั้งนี้ ประกอบไปด้วยอาร์เซอร์ไบจาน เดนมาร์ก อังกฤษ เยอรมัน ฮังการี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ โรมาเนีย รัสเซีย สก็อตแลนด์ และสเปน โดยสนามที่ได้รับความสำคัญที่สุดก็คือเวมบลี่ย์ ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ที่จะได้จัดการแข่งขันทั้งในรอบแบ่งกลุ่ม รอบ 16 ทีมสุดท้าย รวมถึงรอบรองชนะเลิศ และนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย ส่วนนัดเปิดสนามจะเปิดกันที่โอลิมปิก สเตเดี้ยมในกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยการจับสลากรอบคัดเลือกจะเริ่มในช่วงปลายปีนี้ที่ประเทศไอร์แลนด์ และจะเริ่มเตะรอบคัดเลือกกันในช่วงเดือนมีนาคมปี 2019 เพื่อหา 24 ชาติที่จะได้ไปเล่นในรอบสุดท้ายในกลางปี 2020 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ตั้งแต่ที่มีการเพิ่มทีมในรอบสุดท้ายจาก 16 เป็น 24 ทีมเมื่อคราวที่แล้ว ว่าอาจทำให้คุณภาพทีมในรอบสุดท้ายลดลง จนมาถึงการมีเจ้าภาพร่วมกันถึง 12 ทีม ซึ่งเกิดคำถามขึ้นมากมายว่าอาจจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นเรื่องของการจัดการ และปัญหาในด้านของการเดินทาง ที่ชาติต่างๆ อาจจะต้องเดินทางรอบยุโรป เพื่อทำการแข่งขันภายในระยะเวลา 1 เดือนเท่านั้น

นี่อาจจะเป็นการทดลองเพียงครั้งเดียวก็ได้ หากการมีเจ้าภาพหลายประเทศครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านของความพึงพอใจของแฟนฟุตบอล หรือจำนวนรายได้ที่จะเข้าทางยูฟ่า ซึ่งต้องมารอดูกันว่าแนวคิดแบบนี้จะเข้าท่าหรือไม่ คงต้องรอให้ถึงกลางปี 2020 จึงจะทราบกัน