“ยักษ์เขียว” กับยูโร 2020

  ทีมชาติไอร์แลนด์ กลับเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ได้อีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาอีกเลย หลังจากตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ แต่หลังจากพวกเขาทำการแต่งตั้งมาร์ติน โอนีล อดีตผู้จัดการทีมของแอสตัน วิลล่า และเลสเตอร์ ซิตี้มาเป็นผู้จัดการทีมเมื่อปี 2011 ทีม “ยักษ์เขียว” ก็เริ่มกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง โดยได้ไปเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน 2 ครั้งล่าสุด คือเมื่อปี 2012 ที่โปแลนด์ และยูเครนร่วม่กันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งตอนนั้นจำกัดทีมรอบสุดท้ายเพียง 16 ทีมเท่านั้นด้วย และครั้งล่าสุดคือยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งทีมชาติไอร์แลนด์ก็สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 1-2 อย่างน่าเสียดาย ส่วนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาพวกเขาก็ไม่สามารถผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้ เมื่อมาพ่ายในรอบเพลย์ออฟให้กับทีมชาติเดนมาร์ก ทั้งๆ ที่สามารถบุกไปยันเสมอได้ถึงกรุงโคเปเฮเก้น 0-0 แต่พอกลับมาเล่นที่กรุงดับลินกลับพ่ายไปอย่างเละเทะ 1-5

งานต่อไปของมาร์ติน โอนีลคือการทำทีมชาติไอร์แลนด์ให้เข้าไปเล่นในยูโร 2020 ในรอบสุดท้ายให้ได้อีกครั้ง หลังจากที่เขาสามารถพาทีมชาติไอร์แลนด์เล่นในรอบสุดท้ายของศึกยูโรได้ 2 สมัยติดต่อกัน ซึ่งในศึกยูโร 2020 ไอร์แลนด์เป็น 1 ในเจ้าภาพร่วมในครั้งนี้ด้วย แต่ก็ไม่ได้อภิสิทธ์ได้ไปเล่นในรอบสุดท้ายอัตโนมัติแต่อย่างใด เนื่องจากเจ้าภาพในครั้งหน้ามีถึง 10 กว่าชาติด้วยกัน

ตัวผู้เล่นของทีมชาติไอร์แลนด์ชุดนี้ก็ยังคงค้าแข้งอยู่ในอังกฤษเกือบทั้งหมด ซึ่งมาร์ติน โอนีลคงต้องทำการบ้านอย่างหนักเนื่องจากนักเตะตัวเก๋าหลายคนต่างเลิกเล่นกันไปหมดแล้ว รวมถึงร็อบบี้ คีน กองหน้าตัวเก๋าที่ช่วยทีมชาติไอร์แลนด์มาเกือบ 2 ทศวรรษด้วย ซึ่งเขากลายเป็นนักเตะที่ลงสนามมากที่สุดของทีมชาติไอร์แลนด์ และยังครองสถิติดาวยิงสูงสุดของชาติด้วยจำนวน 60 ประตูด้วย ทำให้ตอนนี้พวกเขาเหลือเพียงเชน ลอง กองหน้าจากเซาต์แธมตันเท่านั้นที่เป็นตัวความหวัง แต่จุดเด่นในยุคการคุมทีมของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือวัย 66 ปีก็คือเกมรับที่พวกเขาจะเน้นเสียประตูยาก และเสียประตูน้อยไว้ก่อน ส่วนเกมรุกค่อยว่ากัน แต่ตัวหลักก่อนหน้านี้อย่างจอห์น โอเช อดีตนักเตะสารพัดประโยชน์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้ประกาศเลิกเล่นไปแล้วเช่นกัน ทำให้พวกเขาแทบไม่เหลือนักเตะประสบการณ์ในแต่ละตำแหน่งเลย

ตัวเป้าที่หายไป

    ทีมชาติเยอรมันที่ประสบความล้มเหลวอย่างหนัก เมื่อต้องตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่พวกเขาตกรอบแรกด้วย ทำให้นักเตะหลายคนตกเป็นแพะรับบาปจากหตุการณ์นี้ อย่าเงเช่นเมซุต โอซิล กองกลางเพลย์เมคเกอร์ของทีมเป็นต้น ที่ก็ได้ประกาศอำลาการเล่นให้ทีมชาติเยอรมันหลังจากจบฟุตบอลโลกได้ไม่นาน ถึงแม้ว่าจะมีเหตุปัจจัยอื่นมาเกี่ยข้องด้วยก็ตาม แต่หากได้ดูทีมชาติเยอรมันเล่นทั้ง 3 นัดในรอบแรก จะเห็นได้ว่าสิ่งที่พวกเขาขาดหายไปจากยุคก่อนๆ ที่พวกเขาประสบความสำเร็จก็คือการที่ทีมชุดนี้ไม่มีกองหน้าตัวเป้าที่ไว้ใจได้ในการจบสกอร์อยู่ในทีมชุดนี้เลย

โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ของทีมชาติเยอรมันได้ได้ประกาศ 23 นักเตะที่ได้ทำศึกฟุตบอลโลก 2018 ก่อนทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้นไม่นาน โดยกุนซือวัย 58 ปี เรียกนักเตะในตำแหน่งกองหน้ามาติดทีมทำศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมาเพียง 4 คนเท่านั้น คือติโม แวร์เนอร์ กองหน้าดาวรุ่งวัย 22 ปีจากไลป์ซิก ที่ถูกคาดหวังเป็นอย่างมากก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น และได้สวมหมายเลข 9 ของทีมชุดนี้ด้วย คนต่อมาคือมาร์โก รอยส์ ตัวรุกจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ รวมถึงโธมัส มุลเลอร์ ตัวรุกจากบาเยิร์น มิวนิค และมาริโอ โกเมซ กองหน้าตัวเก๋าวัย 33 ปีจากเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มีเพียงมาริโอ โกเมซเท่านั้นที่เป็นกองหน้าในสไตล์ที่เป็นตัวเป้าขนานแท้ ส่วนในรายของมุลเลอร์ และมาร์โก รอยส์นั้นเห็นกันอยู่ว่าพวกเขาถนัดที่จะยืนในตำแหน่งริมเส้นเสียมากกว่า ส่วนติโม แวร์เนอร์ ก็ได้แสดงให้เห็นในทัวร์นาเม้นต์นี้ว่าเขาไม่สามารถยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าให้ทีมได้ และไม่ควรฝากความหวังไว้กับเขาด้วยซ้ำ เมื่อไม่สามารถทำอันตรายให้ทีมได้เลยยามอยู่ในกรอบเขตโทษ กลับกันคือเขาจะมีความหวือหวาขึ้นหากถ่างออกมาเล่นทางด้านข้างมากกว่า ซึ่งเป็นนักเตะในสไตล์ที่นักเตะยุคใหม่จะถนัดแบบนี้มากกว่า

ในยุคที่ทีมชาติเยอรมันประสบความสำเร็จในฟุตบอลยูโร 96 พวกเขาก็มีโอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ กองหน้าจอมโขกยืนเป็นตัวเป้า และเจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ เป็นตัวเป้า ส่วนในฟุตบอลโลก 2014 ที่พวกเขาคว้าแชมป์โลกได้ก็มีมิโรสลาฟ โคลเซ่ ดาวซัลโวตลอดกาลของฟุตบอลโลกยืนปักหลักเป็นกองหน้าตัวเป้าของทีม

จำนวนทีมรอบสุดท้าย

  ได้มีการเปลี่ยนระบบและได้เริ่มใช้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย กับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่จากก่อนหน้านี้จะทำการเตะรอบคัดเลือกเพื่อหา 16 ทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายที่จะจัดขึ้น 4 ปีครั้ง แต่เมื่อฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016 ที่ผ่านมา ที่ประเทศฝรั่งเศสได้เป็นเจ้าภาพนั้น ได้มีการเพิ่มจำนวนจาก 16 ทีมไปเป็น 24 ทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในการใช้งานรูปแบบนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ เนื่องจากทัวร์นาเม้นต์อื่นๆ ในทวีปอื่นก็ไม่เคยมีการจัดทัวร์นาเม้นต์ 24 ทีมมาก่อน อย่างในศึกฟุตบอลโลกก็จะใช้ระบบ 32 ทีมสุดท้าย ซึ่งทางยูฟ่าก็ต้องการเปลี่ยนมาเพื่อเอาใจชาติเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย การเพิ่มทีมในรอบสุดท้ายจะทำให้ชาติเล็กๆ เหล่านั้นมีโอกาสมากขึ้นในการเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในรอบสุดท้ายบ้าง ซึ่งเมื่อยูโรครั้งที่แล้วที่ฝรั่งเศสก็มีหลายชาติด้วยกันที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ทั้งทีมชาติไอซ์แลนด์ ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ ทีมชาติเวลส์ ทีมชาติอัลแบเนีย และทีมชาติสโลวาเกีย ซึ่งอาจจะรวมถึงทีมชาติออสเตรีย และทีมชาติยูเครนด้วย ที่สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกจากการผ่านรอบคัดเลือก ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเล่นในรอบสุดท้ายมาแล้ว แต่จากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเหมือนการให้โอกาสชาติเล็กๆ แต่นั่นก็แฝงไปด้วยสิ่งที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่าจะได้รับกลับมาเพิ่มขึ้นเช่นกัน นั่นคือค่าลิขสิทธ์ในการถ่ายทอดสด หรือบรรดาสปอนเซอร์ต่างๆ ที่จะตบเท้าเข้าหาพวกเขา เนื่องจากยิ่งมีจำนวนทีมมากขึ้น จำนวนนัดในการแข่งขันก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงผลประโยชน์จากการโหวตลงคะแนนในเรื่องต่างๆ ที่จะมีผลกับสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือทางฟีฟ่าอีกด้วย

ความคิดในการเพิ่มจำนวนทีมในการแข่งขันรอบสุดท้ายนี้ ไม่ได้มีแค่ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเท่านั้น แต่มันยังลามไปถึงศึกฟุตบอลโลกด้วย ที่ก็มีแนวคิดที่จะเพิ่มทีมจาก 32 ทีมเป็น 48 ทีม ที่ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริงด้วย แต่การเพิ่มทีมแบบนี้มันก็มีผลที่ไม่ค่อยดีตามมาเช่นกัน อย่างเช่นคุณภาพของทีมที่อาจจะมีการเหลื่อมล้ำกันมากยิ่งขึ้น และอาจจะทำให้การแข่งขันในรอบสุดท้ายอาจจะจืดชืดไปเลยในบางนัด ซึ่งคงต้องมาดูว่าแนวคิดนี้ของพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน

ฝากอนาคตไว้กับเซาต์เกธ

  หลังจากที่พาทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย ทำให้แกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือทีมชาติอังกฤษกำลังเนื้อหอมในวงการฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างมาก โดยว่ากันว่ามีทีมระดับสโมสรสนใจจะคว้าตัวไปคุมทีม หลังจากที่เขาพาทีมชาติอังกฤษคว้าอันดับที่ 4 ในศึกฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปีเลยทีเดียวที่ทีมชาติอังกฤษสามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นคือฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลีเป็นเจ้าภาพเมื่อ 28 ปีก่อน ด้วยเหตุผลนี้ทำให้กุนซือวัย 47 ปีเนื้อหอม และเป็นที่หมายปองในระดับสโมสรที่จะดึงตัวเขาไปคุมทีม ซึ่งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ ก็เริ่มกังวลกับสถานการณ์นี้แล้วด้วย เนื่องจากทางสมาคมฟุตบอลของอังกฤษเกรงว่าจะไม่สามารถสู้ค่าเหนื่อยของอดีตนักเตะทีมมิดเดิ้ลสโบรห์ แอสตัน วิลล่า และคริสตัล พาเลซได้ เนื่องจากทุนจากสโมสรนั้นมีมากกว่าสมาคมอย่างแน่นอน ทำให้เซาต์เกธอาจจะเลือกไปคุมทีมสโมสรได้หากหมดสัญญาการคุมทีมชาติอังกฤษไปแล้ว ซึ่งสัญญาของเขายังเหลืออีก 2 ปี ซึ่งจะไปจบกันหลังจากศึกฟุตบอลยูโร 2020 โดยเขาเซ็นต์สัญญากับสมาคมฟุตบอลอังกฤษไว้ 4 ปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2016

รายงานข่าวมีการระบุว่าตอนนี้ค่าจ้างที่กุนซือทีมชาติอังกฤษได้รับนั้นตกอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านปอนด์ต่อปี และบวกผลงานหรือความสำเร็จก็จะได้ประมาณ 2.5 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นเรตที่เท่ากับแซม อัลลาไดซ์ และรอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษคนก่อนหน้านี้ได้รับ แต่หากย้อนกลับไปเทียบกับฟาบิโอ คาเปลโล่ ที่ได้รับปีละ 4 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งก็ถือว่ามากในระดับหนึ่งกับการเป็นกุนซือระดับทีมชาติ แต่หากว่าไปเทียบกับเงินที่จะได้กับการคุมทีมระดับสโมสรแล้วต้องบอกเลยว่าเงินที่กุนซือวัย 47 ปีได้รับตอนนี้นั้นน้อยนิดเหลือเกิน หากไปเทียบกับโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้กันไปคนละ 15 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งฝีมือของกุนซือทีมชาติอังกฤษรายนี้คงจะยังได้ไม่ถึงระดับนั้นก็จริง แต่คาดว่าอย่างน้อยๆ เขาน่าจะได้รับข้อเสนอปีละ 6 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว เหมือนอย่างที่แซม อัลลาไดซ์ได้กับเอฟเวอร์ตันเมื่อช่วงกลางฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมโบนัสในการพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นด้วยซ้ำ ซึ่งหากมีข้อเสนอมาจริงคงไม่ต้องถามว่ากุนซือหนุ่มรายนี้จะเลือกไปทางไหน

 

ลุ้นเวลส์ในยุคของ “กิ๊กส์”

    หลังจากที่แขวนสตั๊ดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนปี 2014 ไรอัน กิ๊กส์ ก็พยายามหางานในการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลมาโดยตลอด ทั้งในระดับพรีเมียร์ลีก และระดับทีมชาติ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมั่นใจในฝีมือการคุมทีมของเขาเลยแม้แต่ทีมเดียว แต่อดีตปีกซ้ายของ “ปีศาจแดง” ก็กลับมาเป็นสต๊าฟฟ์ของทีมในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมอยู่ 2 ปี แต่ก็ต้องออกจากทีมหลังการเข้ามาของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสที่มีทีมสต๊าฟฟ์ของเขาติดตามมาด้วยทั้งแผง รวมถึงตัวผู้ช่วยคือรุย ฟาเรียด้วย ทำให้กิ๊กส์ต้องเคว้งคว้างอีกครั้ง และได้มีการไปเป็นคอมเมนเตเตอร์ตามทีวีบ้าง และเหมือนว่าจะมารับงานเป็นผู้อำนวยการเทคนิคของสมาคมฟุตบอลเวียตนามอยู่พักหนึ่งด้วย แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คริส โคลแมน กุนซือทีมชาติเวลส์ได้ตัดสินใจออกจากตำแหน่งเพื่อไปรับงานคุมทีมซันเดอร์แลนด์ในศึกแชมเปี้ยนชิปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ซันเดอร์แลนด์ได้สำเร็จ ทำให้ไรอัน กิ๊กส์ได้ส้มหล่นมานั่นเป็นกุนซือทีมชาติเวลส์ทันที

ก่อนหน้านี้กุนซือมือใหม่วัย 44 ปีเคยได้ทำการคุมทีมมาแล้วเล็กน้อยในช่วงปีสุดท้ายในการค้าแข้งของเขา เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปลดเดวิด มอยส์ออกจากตำแหน่งก่อนจบฤดูกาล และเหลือเกมการแข่งขันอีก 4 นัด ทำให้เขาได้ลองคุมทีมในช่วง 4 นัดที่เหลือ โดยเก็บชัยชนะได้ 2 นัด เสมอ 1 และแพ้ 1 แล้วก็ไม่เคยคุมทีมหลังจากนั้นเลย โดยงานแรกของเขาคือการคุมทีมชาติเวลส์ไปอุ่นเครื่องในศึกไชน่า คัพที่ประเทศจีน โดยนัดแรกพวกเขาต้องพบกับเจ้าภาพ และเป็นเวลส์ที่บุกยำจีนถึงถิ่น 6-0 โดยเกมนั้นแกเร็ธ เบล ซุเปอร์สตาร์จากเรอัล มาดริดทำแฮตทริคได้ด้วย แต่นัดชิงชนะเลิศก้แพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยไป 0-1 และก่อนศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็อุ่นเครื่องเสมอกับทีมชาติเม็กซิโกไป 0-0 ทำให้ยังไม่เห็นฝีมืออะไรมากมาย เนื่องจากเป็นเกมที่ยังไม่มีความหมายทั้งนั้น

บททดสอบจริงๆ ของไรอัน กิ๊กส์จะเริ่มต้นนับจากนี้ เมื่อเขาต้องพาทีมชาติเวลส์ทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่จะต้องพบกับทีมชาติไอร์แลนด์ และต้องไปเยือนทีมชาติเดนมาร์กในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ หลังจากเกมลีกเปิดฤดูกาลไปไม่นาน โดยมีตั๋วไปเล่นในศึกยูโร 2020 เป็นเดิมพัน และยังมีเกมที่จะอุ่นเครื่องกับทีมชาติสเปนของกุนซือคนใหม่อย่างหลุยส์ เอ็นริเก้ในช่วงเดืนอตุลาคมนี้ด้วย

อิตาลีต้องกู้ศรัทธา

            หลังจากตกรอบเพลย์ออฟในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โดยพ่ายให้กับทีมชาติสวีเดน 0-1 ทำให้ทีมชาติอิตาลีไม่ได้ผ่านเข้าไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1958 ที่ประเทศสวีเดนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็นยุคตกต่ำที่สุดช่วงหนึ่งของทีม “อัซซูรี่” เลยทีเดียว ซึ่งสมาคมฟุตบอลอิตาลีจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเริ่มต้นด้วยการปลดจามเปียโร่ เวนตุร่า กุนซือที่เข้ามารับงานต่อจากอันโตนิโอ คอนเต้ หลังจบศึกฟุตบอลยูโรที่ประเทศฝรั่งเศสออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถพาทีมชาติอิตาลีผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ ทำให้ต้องแต่งตั้งลุยจิ ดิ เบียโจ้ เข้ามารับตำแหน่งชั่วคราว แล้วไปจ้างโรแบร์โต้ มานชินี่ กุนซือมากฝีมือและโปรไฟล์ดีเข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีแทน โดยกุนซือวัย 53 ปียอมยกเลิกสัญญากับเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ทีมดังในประเทศรัสเซียมารับงานเพื่อชาติงานนี้แทนในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้คุมทีมอุ่นเครื่องไปแล้ว 3 นัดด้วยกันก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น โดยมีผลงานชนะ 1 เสมอ 1 และแพ้ 1 นัด

กุนซือวัย 53 ปีมีผลงานการคุมทีมสโมสรที่ไม่ธรรมดาทีเดียว ทั้งในอิตาลีที่เคยพาอินเตอร์ มิลานเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาถึง 3 สมัย และโคปปา อิตาเลียกับทีมเมืองหลวงมิลานอีก 3 สมัย และกับฟิออเรนติน่า และลาซิโออีกทีมละ 1 สมัย หรือในอังกฤษก็เคยสร้างประวัติศาสตร์พาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกมาแล้วด้วย ซึ่งถือว่าพาทีมมีถ้วยติดมือมาได้เกือบทุกทีมในการเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งสมาคมฟุตบอลอิตาลีเลือกมาโดยเฉพาะเพื่อให้กูศรัทธาแฟนบอลอิตาลีให้กับมามีกับทีมชาติอิตาลีอีกครั้ง โดยงานแรกคือการพาทีมชาติอิตาลีไปเล่นในศึกยูโร 2020 ให้ได้ ซึ่งจะเริ่มมีการจับสลากแบ่งกลุ่มในรอบคัดเลือกในช่วงปลายปี 2018 นี้ และไปเริ่มแข่งรอบคัดเลือกกันในช่วงเดือนมีนาคม 2019 ทำให้โรแบร์โต้ มานชินี่มีเวลาลองผิดลองถูกอีกซักระยะ โดยเกมแรกอย่างเป็นทางการของเขาคือการพาทีมชาติอิตาลีทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมชาติโปแลนด์ และต่อด้วยการไปเยือนทีมชาติโปรตุเกส ทีมแชมป์ยูโรครั้งล่าสุดในอีก 3 วันต่อมา ซึ่งทรัพยากรนักเตะชุดนี้ก็ถือว่าไม่ได้แย่นัก จะขาดก็เพียงจิอันลุยจิ บุฟฟ่อน ผู้รักษาประตูระดับตำนานที่ประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปแล้ว หลังจากตกรอบเพลย์ออฟฟุตบอลโลก

เยอรมันหลังหมดยุคโอซิล

   หลังจากการออกมาประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติเยอรมันของเมซุต โอซิล เพลย์เมคเกอร์เชื้อสายตุรกี ที่ทำผลงานช่วยทีมชาติเยอรมันมาตลอดเกือบทศวรรษ และก็ช่วยทีม “อินทรีย์เหล็ก” ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลด้วย โดยก็ได้มีประเด็นตามมาหลังจากนั้นมากมาย ทั้งการพูดเหน็บแนมจากคนใหญ่คนโตของวงการฟุตบอลเยอรมัน หรือจากทางฝั่งการเมืองบ้างก็มี ซึ่งก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน แต่สิ่งที่น่าสนใจหลังจากนี้คือใครจะก้าวขึ้นมาเป็นเพลย์เมคเกอร์ให้กับทีมชาติเยอรมันหลังจากนี้ ซึ่งเพลย์เมคเกอร์ไว 29 ปี ทำสถิติแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ถึง 40 ครั้ง ตลอดการลงเล่นในนามทีมชาติ 92 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดอีกด้วย และใครจะมาสวมใส่หมายเลข 10 ต่อจากเขา ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว

หากดูจากรายชื่อ 23 ผู้เล่นในชุดที่ทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ก็จะมีแค่อิลกาย กุนโดกัน กองกลางจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือจูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ ตัวรุกจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงเท่านั้นที่พอจะปรับมารับหน้าที่ผู้เล่นหมายเลข 10 แทนที่โอซิลได้ แต่ก็ไม่ได้มีความสามารถในการสร้างสรรค์โอกาสได้เท่านักเตะจากอาร์เซน่อลแม้แต่น้อย และนักเตะชาวเยอรมันแทบไม่มีสไตล์นักเตะที่เหมือนเมซุต โอซิลเลยด้วย ซึ่งโอซิลถือว่าเป็นนักเตะที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้เก่งที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลยุโรป โดยจากถิติต่างๆ เขาเป็นแนวหน้าในการสร้างสรรค์โอกาสการทำประตู และการแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูเสมอในศึกพรีเมียร์ลีก

ในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่ทีมชาติเยอรมันต้องตกรอบแรกนั้น เมซุต โอซิลเหมือนจะกลายเป็นแพะรับบาปในครั้งนี้ ด้วยเรื่องที่เคยไปถ่ายรูปกับประธานาธิบดีของตุรกีก่อนทัวร์นาเม้นต์จะเริ่ม และเรื่องที่ไม่ชอบเล่นเกมรับช่วยทีม แต่จากสถิติในฟุตบอลโลกที่ผ่านมาแล้ว เขาเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสให้กับทีมชาติเยอรมันมากที่สุด แต่บรรดากองหน้ากับทำประตูกันไม่ได้เอง และนี่คงต้องเป็นการบ้านของโยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันว่าจะเอาใครมาเล่นในตำแหน่งของโอซิล ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองอย่างแน่นอน ว่าจะทำผลงานได้ดีกว่าดาวเตะเชื้อสายเติร์กหรือไม่ ซึ่งในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้เราจะได้ทราบกัน เพราะจะมีคิวทีมชาติทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกกัน โดยทีมชาติเยอรมันต้องเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของแชมป์โลกทีมล่าสุดอย่างทีมชาติฝรั่งเศสพอดีด้วย ซึ่งถือเป็นบททดสอบชั้นยอดเลยทีเดียว

โอซิล แค่เบิกร่อง

    ข่าวใหญ่ในระดับชาติหลังจากจบฟุตบอลโลก 2018 ไป ดูเหมือนจะเป็นการที่เมซุต โอซิล เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเยอรมันของอาร์เซน่อลออกมาประกาศอำลาการเล่นให้ทีมชาติเยอรมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากถูกเป็นเป้าโจมตีอยู่นาน ทั้งประเด็นนอกสนาม และผลงานในสนามด้วย ที่ไม่ค่อยเป็นที่พอใจของแฟนบอล “อินทรีย์เหล็ก” ซึ่งมันเริ่มต้นมาจากการที่ดาวเตะทีมชาติเยอรมันเชื้อสายตุรกีได้ไปมีการชักภาพกับเรเซ็ป เออร์โดกัน ประธานาธิบดีของประเทศตุรกีที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในเดือนพฤษภาคม ก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ซึ่งในภาพนั้นก็ไม่ได้มีโอซิลเพียงคนเดียว ยังมีอิลกาย กุนโดกัน ดาวเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งทั้งคู่ก็มีเชื้อสายเติร์ก และก็ตกเป็นเป้าโจมตีของแฟนบอลเยอรมันนับตั้งแต่นั้นมา ซึ่งก็มีประเด็นใหญ่โตตามมาหลายอย่างทีเดียว ทั้งการออกมาตอบโต้ของอูลี่ เฮอร์เนส อดีตดาวเตะทีมชาติเยอรมัน ที่เป็นบอร์ดบริหารของบาเยิร์น มิวนิค ก็ได้มาตอบโต้โอซิลในทำนองที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกระทำของดาวเตะวัย 29 ปีเองทั้งนั้น ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องระเอียดอ่อนทีเดียวสำหรับเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ โดยโอซิลได้ส่งจดหมายเป็นอีเมล์ไปถึงสมาคมฟุตบอลเยอรมันในการประกาศอำลาทีมชาติของเขา โดยมีข้อความหนึ่งที่น่าสนใจคือ ตอนประสบความสำเร็จ พวกเขาเป็นชาวเยอรมัน แต่เมื่อล้มเหลว พวกเขากลับเป็นเพียงผู้อพยพเท่านั้น

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีปัญหาบาดหมางกันก็ตาม แต่สิ่งที่เมซุก โอซิล ทำไว้ให้ทีมชาติเยอรมันนั้นถือว่ายิ่งใหญ่ไม่น้อยทีเดียว โดยมีช่วยให้ทีมชาติเยอรมันชุดยู 21 คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นยู 21 ได้สำเร็จในปี 2009 ตามมาด้วยอันดับ 3 ศึกฟุตบอลโลก 2010 และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการช่วยทีมชาตเยอรมันคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ในปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเขาเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของเยอรมันได้ถึง 5 สมัยด้วยกันในปี 2011-2013 และ 2015 2016 โดยลงสนามให้ทีมชาติเยอรมันไปทั้งหมด 92 นัด ทำ 23 ประตูกับอีก 40 แอสซิสต์ และในศึกฟุตบอลโลกล่าสุดที่ถึงแม้จะตกรอบแรก และโดนต่อว่าเรื่องฟอร์มการเล่น แต่จากสถิติแล้วเขาเป็นนักเตะที่สร้างสรรค์โอกาสได้มากที่สุดต่อค่าเฉลี่ย  90 นาทีที่ลงสนาม ถึงแม้จะลงสนามไปเพียง 2 นัดเท่านั้น และจากปัญหาความบาดหมางนี้ โอซิลน่าจะเป็นเพียงรายแรกเท่านั้นที่กล้าออกมาพูด ซึ่งยังมีนักเตะเยอรมันที่มีเชื้อสายเติร์กอีก ทั้งอิลกาย กุนโดกัน ซามี่ เคดิร่า รวมถึงเอ็มเร่ ชานด้วย

“กระทิงดุ”ยุคใหม่

   “กระทิงดุ” ถูกเคยตราหน้า และได้ฉายาว่าหมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อมมาก่อน เนื่องจากพวกเขาไม่เคยได้แชมป์รายการใหม่เลย จนกระทั่งมาคว้าแชมป์ยูโร 2008 ได้สำเร็จในยุคการคุมทีมของหลุยส์ อาราโกเนส กุนซือผู้ล่วงลับไปแล้ว และเป็นบิเซ็นเต้ เดล บอสเก้ อดีตกุนซือของเรอัล มาดริดที่เข้ามาต่อยอดทีมชุดนั้น และยังสามารถพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาได้สำเร็จ รวมถึงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 2012 ที่ประเทศยูเครนกับโปแลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกันด้วย ซึ่งทำให้พวกเขาลบคำสบประมาทไปได้จนสิ้น แต่หลังจากนั้นมาพวกเขาก็เหมือนจะถูกอาถรรย์เล่นงานอีกครั้ง เมื่อต้องตกรอบแรกฟุตบอลโลกที่บราซิล และรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูโรที่ฝรั่งเศส ทำให้เดล บอสเก้ต้องอำลาตำแหน่งไป และดันจูเลน โลโปเตกีเข้ามาคุมทีมแทน แต่แล้วกุนซือวัย 51 ปีก็ดันไปหักหลังสมาคมฟุตบอลสเปนด้วยการไปเซ็นต์สัญญาล่วงหน้ากับเรอัล มาดริดก่อนเริ่มฟุตบอลโลก 2018 เพียง 2 วันจนทำให้โดนปลดจากตำแหนง และเป็นเฟร์นานโด เอียร์โร่ ที่เข้ามารับเผือกร้อนแทน และด้วยความไม่เคยมีประสบการณ์ในการคุมทีมข้างสนามมาก่อน ทำให้ผลงานก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น

ทีมชาติสเปนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นทีมที่ดีแต่ป้อ และเข้าทำไม่เป็น คือเอาแต่ส่งบอลกันไปมาเหมือนเล่นลิงชิงบอล จนการส่งบอลในเกมที่พบกับทีมชาติรัสเซียในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกลายเป็นการส่งบอลที่มีสถิติมากที่สุดในโลก ซึ่งมันเห็นผลเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่คุณภาพนั้นทบไม่มี เพราะสิ่งสำคัญสำหรับเกมฟุตบอลคือประตู ที่ต้องเป็นจุดมุ่งหมายของการบุกในแต่ละครั้ง

โดยหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ได้ไม่นาน ทีมชาติสเปนก็แต่งตั้งหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตกุนซือของโรม่า และบาร์เซโลน่าเข้ามารับตำแหน่งแบบถาวร ซึ่งเอ็นริเก้ถือเป็นกุนซือที่ต่อยอดในสิ่งที่เป็ป กวาดิโอล่าสร้างไว้กับบาร์เซโลน่าได้อย่างดี ทั้งการต่อบอลแบบติกิ ตาก้า หรือทรงเกมต่างๆ แทบจะถอดแบบมาจากกวาดิโอล่าเลยทีเดียว และต้องมาดูกันว่าทีมชาติสเปนยุคใหม่จะเรียกใครมาติดทีมชาติบ้าง เพราะตัวเลือกของพวกเขานั้นเยอะมาก และมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งอาจจะได้เห็นนักเตะหน้าใหม่ๆ เข้ามาติดธง และที่ต้องเปลี่ยนแน่ๆ แล้วคือตัวแทนของอันเดรส อิเนสต้า ที่ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติสเปนไปแล้ว

กุนซือใหม่ “กระทิงดุ”

     หลังจากที่เป็นข่าวใหญ่โตก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้นเพียง 2 วัน สมาคมฟุตบอลสเปนทำเรื่องที่ไม่คาดคิดเมื่อทำการปลดจูเลน โลโปเตกี กุนซือทีมชาติออกจากตำแหน่ง หลังจากที่ไปตกลงรับงานคุมทีมเรอัล มาดริดหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก ทำให้ทางสมาคมฯ รู้สึกเสียหน้า ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นการผิดกฏระเบียบของทางสมาคมด้วย จึงจัดการไล่ออกก่อนเริ่มเกมที่ทีมชาติสเปนต้องพบกับทีมชาติโปรตุเกสในศึกฟุตบอลโลกเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้ต้องไปแต่งตั้งเฟร์นานโด เอียร์โร่ ที่ตอนนั้นทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของทางสมาคมอยู่ มารับตำแหน่งเป็นกุนซือเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งอดีตดาวเตะเรอัล มาดริดวัย 50 ปีไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ผลจึงออกมาอย่างที่ทราบกันที่ต้องทำได้เพียงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น เมื่อแพ้จุดโทษต่อทีมเจ้าภาพรัสเซีย และหลังจบทัวร์นาเม้นต์พวกเขาก็ได้ทำการแต่งตั้งหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตกุนซือโรม่า และบาร์เซโลน่าเข้ามารับงานคุมทีมชาติสเปนทันที ส่วนเฟร์นานโด เอียร์โร่ ก็ไม่ได้กลับไปรับตำแหน่งเดิมก่อนหน้านี้ด้วย

หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่เคยพาทีมบาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จด้วยการได้แชมป์ลา ลีก้า สเปน 2 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัย ซึ่งงานแรกของกุนซือวัย 48 ปีคือการคุมทีมชาติสเปนต้องบุกไปเยือนทีมชาติอังกฤษที่เวมบลีย์ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ คัพในวันที่ 8 กันยายนนี้ และในอีก 3 วันถัดมาก็ต้องกลับมาต้อนรับการมาเยือนของทีมชาติโครเอเชีย รองแชมป์โลกปีล่าสุด แต่งานหลักของเขาคือการพาทีมชาติสเปนทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบคัดเลือกที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งเอ็นริเก้ก็ได้ห่างหายจากการคุมทีมไป 1 ปีเศษ ซึ่งหลุยส์ เอ็นริเก้ เคยมีดีกรีเป็นถึงโค๊ชยอดเยี่ยมแห่งปีของทางฟีฟ่าด้วยเมื่อปี 2015 ที่เขาพาทีมบาร์เซโลน่าคว้าดับเบิ้ล แชมป์ ทั้งศึกลา ลีก้า และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

หลังจากหมดยุคของบิเซ็นเต้ เดล บอสเก้ ที่สามารถพาทีม “กระทิงดุ” คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 2012 พวกเขาก็เริ่มกลับมาล้มเหลวในรอบสุดท้ายอีกครั้ง โดยในศึกฟุตบอลโลก 2014 พวกเขาต้องตกรอบแรกแบบหมดรูป ส่วนฟุตบอลยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสพวกเขาก็ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อพ่ายให้กับทีมชาติอิตาลี 0-2 และหลังจากนั้นทางสมาคมฟุตบอลสเปนก็ได้วางจูเลน โลโปเตกีที่หวังจะให้คุมทีมระยะยาว แต่เขากลับทำมันพังไปเสียก่อน