ฝากอนาคตไว้กับเซาต์เกธ

  หลังจากที่พาทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย ทำให้แกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือทีมชาติอังกฤษกำลังเนื้อหอมในวงการฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างมาก โดยว่ากันว่ามีทีมระดับสโมสรสนใจจะคว้าตัวไปคุมทีม หลังจากที่เขาพาทีมชาติอังกฤษคว้าอันดับที่ 4 ในศึกฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปีเลยทีเดียวที่ทีมชาติอังกฤษสามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นคือฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลีเป็นเจ้าภาพเมื่อ 28 ปีก่อน ด้วยเหตุผลนี้ทำให้กุนซือวัย 47 ปีเนื้อหอม และเป็นที่หมายปองในระดับสโมสรที่จะดึงตัวเขาไปคุมทีม ซึ่งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ ก็เริ่มกังวลกับสถานการณ์นี้แล้วด้วย เนื่องจากทางสมาคมฟุตบอลของอังกฤษเกรงว่าจะไม่สามารถสู้ค่าเหนื่อยของอดีตนักเตะทีมมิดเดิ้ลสโบรห์ แอสตัน วิลล่า และคริสตัล พาเลซได้ เนื่องจากทุนจากสโมสรนั้นมีมากกว่าสมาคมอย่างแน่นอน ทำให้เซาต์เกธอาจจะเลือกไปคุมทีมสโมสรได้หากหมดสัญญาการคุมทีมชาติอังกฤษไปแล้ว ซึ่งสัญญาของเขายังเหลืออีก 2 ปี ซึ่งจะไปจบกันหลังจากศึกฟุตบอลยูโร 2020 โดยเขาเซ็นต์สัญญากับสมาคมฟุตบอลอังกฤษไว้ 4 ปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2016

รายงานข่าวมีการระบุว่าตอนนี้ค่าจ้างที่กุนซือทีมชาติอังกฤษได้รับนั้นตกอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านปอนด์ต่อปี และบวกผลงานหรือความสำเร็จก็จะได้ประมาณ 2.5 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นเรตที่เท่ากับแซม อัลลาไดซ์ และรอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษคนก่อนหน้านี้ได้รับ แต่หากย้อนกลับไปเทียบกับฟาบิโอ คาเปลโล่ ที่ได้รับปีละ 4 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งก็ถือว่ามากในระดับหนึ่งกับการเป็นกุนซือระดับทีมชาติ แต่หากว่าไปเทียบกับเงินที่จะได้กับการคุมทีมระดับสโมสรแล้วต้องบอกเลยว่าเงินที่กุนซือวัย 47 ปีได้รับตอนนี้นั้นน้อยนิดเหลือเกิน หากไปเทียบกับโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้กันไปคนละ 15 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งฝีมือของกุนซือทีมชาติอังกฤษรายนี้คงจะยังได้ไม่ถึงระดับนั้นก็จริง แต่คาดว่าอย่างน้อยๆ เขาน่าจะได้รับข้อเสนอปีละ 6 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว เหมือนอย่างที่แซม อัลลาไดซ์ได้กับเอฟเวอร์ตันเมื่อช่วงกลางฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมโบนัสในการพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นด้วยซ้ำ ซึ่งหากมีข้อเสนอมาจริงคงไม่ต้องถามว่ากุนซือหนุ่มรายนี้จะเลือกไปทางไหน

 

ลุ้นเวลส์ในยุคของ “กิ๊กส์”

    หลังจากที่แขวนสตั๊ดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนปี 2014 ไรอัน กิ๊กส์ ก็พยายามหางานในการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลมาโดยตลอด ทั้งในระดับพรีเมียร์ลีก และระดับทีมชาติ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมั่นใจในฝีมือการคุมทีมของเขาเลยแม้แต่ทีมเดียว แต่อดีตปีกซ้ายของ “ปีศาจแดง” ก็กลับมาเป็นสต๊าฟฟ์ของทีมในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมอยู่ 2 ปี แต่ก็ต้องออกจากทีมหลังการเข้ามาของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสที่มีทีมสต๊าฟฟ์ของเขาติดตามมาด้วยทั้งแผง รวมถึงตัวผู้ช่วยคือรุย ฟาเรียด้วย ทำให้กิ๊กส์ต้องเคว้งคว้างอีกครั้ง และได้มีการไปเป็นคอมเมนเตเตอร์ตามทีวีบ้าง และเหมือนว่าจะมารับงานเป็นผู้อำนวยการเทคนิคของสมาคมฟุตบอลเวียตนามอยู่พักหนึ่งด้วย แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คริส โคลแมน กุนซือทีมชาติเวลส์ได้ตัดสินใจออกจากตำแหน่งเพื่อไปรับงานคุมทีมซันเดอร์แลนด์ในศึกแชมเปี้ยนชิปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ซันเดอร์แลนด์ได้สำเร็จ ทำให้ไรอัน กิ๊กส์ได้ส้มหล่นมานั่นเป็นกุนซือทีมชาติเวลส์ทันที

ก่อนหน้านี้กุนซือมือใหม่วัย 44 ปีเคยได้ทำการคุมทีมมาแล้วเล็กน้อยในช่วงปีสุดท้ายในการค้าแข้งของเขา เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปลดเดวิด มอยส์ออกจากตำแหน่งก่อนจบฤดูกาล และเหลือเกมการแข่งขันอีก 4 นัด ทำให้เขาได้ลองคุมทีมในช่วง 4 นัดที่เหลือ โดยเก็บชัยชนะได้ 2 นัด เสมอ 1 และแพ้ 1 แล้วก็ไม่เคยคุมทีมหลังจากนั้นเลย โดยงานแรกของเขาคือการคุมทีมชาติเวลส์ไปอุ่นเครื่องในศึกไชน่า คัพที่ประเทศจีน โดยนัดแรกพวกเขาต้องพบกับเจ้าภาพ และเป็นเวลส์ที่บุกยำจีนถึงถิ่น 6-0 โดยเกมนั้นแกเร็ธ เบล ซุเปอร์สตาร์จากเรอัล มาดริดทำแฮตทริคได้ด้วย แต่นัดชิงชนะเลิศก้แพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยไป 0-1 และก่อนศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็อุ่นเครื่องเสมอกับทีมชาติเม็กซิโกไป 0-0 ทำให้ยังไม่เห็นฝีมืออะไรมากมาย เนื่องจากเป็นเกมที่ยังไม่มีความหมายทั้งนั้น

บททดสอบจริงๆ ของไรอัน กิ๊กส์จะเริ่มต้นนับจากนี้ เมื่อเขาต้องพาทีมชาติเวลส์ทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่จะต้องพบกับทีมชาติไอร์แลนด์ และต้องไปเยือนทีมชาติเดนมาร์กในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ หลังจากเกมลีกเปิดฤดูกาลไปไม่นาน โดยมีตั๋วไปเล่นในศึกยูโร 2020 เป็นเดิมพัน และยังมีเกมที่จะอุ่นเครื่องกับทีมชาติสเปนของกุนซือคนใหม่อย่างหลุยส์ เอ็นริเก้ในช่วงเดืนอตุลาคมนี้ด้วย

อิตาลีต้องกู้ศรัทธา

            หลังจากตกรอบเพลย์ออฟในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โดยพ่ายให้กับทีมชาติสวีเดน 0-1 ทำให้ทีมชาติอิตาลีไม่ได้ผ่านเข้าไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1958 ที่ประเทศสวีเดนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็นยุคตกต่ำที่สุดช่วงหนึ่งของทีม “อัซซูรี่” เลยทีเดียว ซึ่งสมาคมฟุตบอลอิตาลีจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเริ่มต้นด้วยการปลดจามเปียโร่ เวนตุร่า กุนซือที่เข้ามารับงานต่อจากอันโตนิโอ คอนเต้ หลังจบศึกฟุตบอลยูโรที่ประเทศฝรั่งเศสออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถพาทีมชาติอิตาลีผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ ทำให้ต้องแต่งตั้งลุยจิ ดิ เบียโจ้ เข้ามารับตำแหน่งชั่วคราว แล้วไปจ้างโรแบร์โต้ มานชินี่ กุนซือมากฝีมือและโปรไฟล์ดีเข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีแทน โดยกุนซือวัย 53 ปียอมยกเลิกสัญญากับเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ทีมดังในประเทศรัสเซียมารับงานเพื่อชาติงานนี้แทนในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้คุมทีมอุ่นเครื่องไปแล้ว 3 นัดด้วยกันก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น โดยมีผลงานชนะ 1 เสมอ 1 และแพ้ 1 นัด

กุนซือวัย 53 ปีมีผลงานการคุมทีมสโมสรที่ไม่ธรรมดาทีเดียว ทั้งในอิตาลีที่เคยพาอินเตอร์ มิลานเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาถึง 3 สมัย และโคปปา อิตาเลียกับทีมเมืองหลวงมิลานอีก 3 สมัย และกับฟิออเรนติน่า และลาซิโออีกทีมละ 1 สมัย หรือในอังกฤษก็เคยสร้างประวัติศาสตร์พาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกมาแล้วด้วย ซึ่งถือว่าพาทีมมีถ้วยติดมือมาได้เกือบทุกทีมในการเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งสมาคมฟุตบอลอิตาลีเลือกมาโดยเฉพาะเพื่อให้กูศรัทธาแฟนบอลอิตาลีให้กับมามีกับทีมชาติอิตาลีอีกครั้ง โดยงานแรกคือการพาทีมชาติอิตาลีไปเล่นในศึกยูโร 2020 ให้ได้ ซึ่งจะเริ่มมีการจับสลากแบ่งกลุ่มในรอบคัดเลือกในช่วงปลายปี 2018 นี้ และไปเริ่มแข่งรอบคัดเลือกกันในช่วงเดือนมีนาคม 2019 ทำให้โรแบร์โต้ มานชินี่มีเวลาลองผิดลองถูกอีกซักระยะ โดยเกมแรกอย่างเป็นทางการของเขาคือการพาทีมชาติอิตาลีทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมชาติโปแลนด์ และต่อด้วยการไปเยือนทีมชาติโปรตุเกส ทีมแชมป์ยูโรครั้งล่าสุดในอีก 3 วันต่อมา ซึ่งทรัพยากรนักเตะชุดนี้ก็ถือว่าไม่ได้แย่นัก จะขาดก็เพียงจิอันลุยจิ บุฟฟ่อน ผู้รักษาประตูระดับตำนานที่ประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปแล้ว หลังจากตกรอบเพลย์ออฟฟุตบอลโลก

เยอรมันหลังหมดยุคโอซิล

   หลังจากการออกมาประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติเยอรมันของเมซุต โอซิล เพลย์เมคเกอร์เชื้อสายตุรกี ที่ทำผลงานช่วยทีมชาติเยอรมันมาตลอดเกือบทศวรรษ และก็ช่วยทีม “อินทรีย์เหล็ก” ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลด้วย โดยก็ได้มีประเด็นตามมาหลังจากนั้นมากมาย ทั้งการพูดเหน็บแนมจากคนใหญ่คนโตของวงการฟุตบอลเยอรมัน หรือจากทางฝั่งการเมืองบ้างก็มี ซึ่งก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน แต่สิ่งที่น่าสนใจหลังจากนี้คือใครจะก้าวขึ้นมาเป็นเพลย์เมคเกอร์ให้กับทีมชาติเยอรมันหลังจากนี้ ซึ่งเพลย์เมคเกอร์ไว 29 ปี ทำสถิติแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ถึง 40 ครั้ง ตลอดการลงเล่นในนามทีมชาติ 92 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดอีกด้วย และใครจะมาสวมใส่หมายเลข 10 ต่อจากเขา ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว

หากดูจากรายชื่อ 23 ผู้เล่นในชุดที่ทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ก็จะมีแค่อิลกาย กุนโดกัน กองกลางจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือจูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ ตัวรุกจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงเท่านั้นที่พอจะปรับมารับหน้าที่ผู้เล่นหมายเลข 10 แทนที่โอซิลได้ แต่ก็ไม่ได้มีความสามารถในการสร้างสรรค์โอกาสได้เท่านักเตะจากอาร์เซน่อลแม้แต่น้อย และนักเตะชาวเยอรมันแทบไม่มีสไตล์นักเตะที่เหมือนเมซุต โอซิลเลยด้วย ซึ่งโอซิลถือว่าเป็นนักเตะที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้เก่งที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลยุโรป โดยจากถิติต่างๆ เขาเป็นแนวหน้าในการสร้างสรรค์โอกาสการทำประตู และการแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูเสมอในศึกพรีเมียร์ลีก

ในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่ทีมชาติเยอรมันต้องตกรอบแรกนั้น เมซุต โอซิลเหมือนจะกลายเป็นแพะรับบาปในครั้งนี้ ด้วยเรื่องที่เคยไปถ่ายรูปกับประธานาธิบดีของตุรกีก่อนทัวร์นาเม้นต์จะเริ่ม และเรื่องที่ไม่ชอบเล่นเกมรับช่วยทีม แต่จากสถิติในฟุตบอลโลกที่ผ่านมาแล้ว เขาเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสให้กับทีมชาติเยอรมันมากที่สุด แต่บรรดากองหน้ากับทำประตูกันไม่ได้เอง และนี่คงต้องเป็นการบ้านของโยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันว่าจะเอาใครมาเล่นในตำแหน่งของโอซิล ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองอย่างแน่นอน ว่าจะทำผลงานได้ดีกว่าดาวเตะเชื้อสายเติร์กหรือไม่ ซึ่งในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้เราจะได้ทราบกัน เพราะจะมีคิวทีมชาติทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกกัน โดยทีมชาติเยอรมันต้องเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของแชมป์โลกทีมล่าสุดอย่างทีมชาติฝรั่งเศสพอดีด้วย ซึ่งถือเป็นบททดสอบชั้นยอดเลยทีเดียว

โอซิล แค่เบิกร่อง

    ข่าวใหญ่ในระดับชาติหลังจากจบฟุตบอลโลก 2018 ไป ดูเหมือนจะเป็นการที่เมซุต โอซิล เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเยอรมันของอาร์เซน่อลออกมาประกาศอำลาการเล่นให้ทีมชาติเยอรมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากถูกเป็นเป้าโจมตีอยู่นาน ทั้งประเด็นนอกสนาม และผลงานในสนามด้วย ที่ไม่ค่อยเป็นที่พอใจของแฟนบอล “อินทรีย์เหล็ก” ซึ่งมันเริ่มต้นมาจากการที่ดาวเตะทีมชาติเยอรมันเชื้อสายตุรกีได้ไปมีการชักภาพกับเรเซ็ป เออร์โดกัน ประธานาธิบดีของประเทศตุรกีที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในเดือนพฤษภาคม ก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ซึ่งในภาพนั้นก็ไม่ได้มีโอซิลเพียงคนเดียว ยังมีอิลกาย กุนโดกัน ดาวเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งทั้งคู่ก็มีเชื้อสายเติร์ก และก็ตกเป็นเป้าโจมตีของแฟนบอลเยอรมันนับตั้งแต่นั้นมา ซึ่งก็มีประเด็นใหญ่โตตามมาหลายอย่างทีเดียว ทั้งการออกมาตอบโต้ของอูลี่ เฮอร์เนส อดีตดาวเตะทีมชาติเยอรมัน ที่เป็นบอร์ดบริหารของบาเยิร์น มิวนิค ก็ได้มาตอบโต้โอซิลในทำนองที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกระทำของดาวเตะวัย 29 ปีเองทั้งนั้น ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องระเอียดอ่อนทีเดียวสำหรับเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ โดยโอซิลได้ส่งจดหมายเป็นอีเมล์ไปถึงสมาคมฟุตบอลเยอรมันในการประกาศอำลาทีมชาติของเขา โดยมีข้อความหนึ่งที่น่าสนใจคือ ตอนประสบความสำเร็จ พวกเขาเป็นชาวเยอรมัน แต่เมื่อล้มเหลว พวกเขากลับเป็นเพียงผู้อพยพเท่านั้น

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีปัญหาบาดหมางกันก็ตาม แต่สิ่งที่เมซุก โอซิล ทำไว้ให้ทีมชาติเยอรมันนั้นถือว่ายิ่งใหญ่ไม่น้อยทีเดียว โดยมีช่วยให้ทีมชาติเยอรมันชุดยู 21 คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นยู 21 ได้สำเร็จในปี 2009 ตามมาด้วยอันดับ 3 ศึกฟุตบอลโลก 2010 และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการช่วยทีมชาตเยอรมันคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ในปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเขาเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของเยอรมันได้ถึง 5 สมัยด้วยกันในปี 2011-2013 และ 2015 2016 โดยลงสนามให้ทีมชาติเยอรมันไปทั้งหมด 92 นัด ทำ 23 ประตูกับอีก 40 แอสซิสต์ และในศึกฟุตบอลโลกล่าสุดที่ถึงแม้จะตกรอบแรก และโดนต่อว่าเรื่องฟอร์มการเล่น แต่จากสถิติแล้วเขาเป็นนักเตะที่สร้างสรรค์โอกาสได้มากที่สุดต่อค่าเฉลี่ย  90 นาทีที่ลงสนาม ถึงแม้จะลงสนามไปเพียง 2 นัดเท่านั้น และจากปัญหาความบาดหมางนี้ โอซิลน่าจะเป็นเพียงรายแรกเท่านั้นที่กล้าออกมาพูด ซึ่งยังมีนักเตะเยอรมันที่มีเชื้อสายเติร์กอีก ทั้งอิลกาย กุนโดกัน ซามี่ เคดิร่า รวมถึงเอ็มเร่ ชานด้วย

“กระทิงดุ”ยุคใหม่

   “กระทิงดุ” ถูกเคยตราหน้า และได้ฉายาว่าหมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อมมาก่อน เนื่องจากพวกเขาไม่เคยได้แชมป์รายการใหม่เลย จนกระทั่งมาคว้าแชมป์ยูโร 2008 ได้สำเร็จในยุคการคุมทีมของหลุยส์ อาราโกเนส กุนซือผู้ล่วงลับไปแล้ว และเป็นบิเซ็นเต้ เดล บอสเก้ อดีตกุนซือของเรอัล มาดริดที่เข้ามาต่อยอดทีมชุดนั้น และยังสามารถพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาได้สำเร็จ รวมถึงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 2012 ที่ประเทศยูเครนกับโปแลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกันด้วย ซึ่งทำให้พวกเขาลบคำสบประมาทไปได้จนสิ้น แต่หลังจากนั้นมาพวกเขาก็เหมือนจะถูกอาถรรย์เล่นงานอีกครั้ง เมื่อต้องตกรอบแรกฟุตบอลโลกที่บราซิล และรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูโรที่ฝรั่งเศส ทำให้เดล บอสเก้ต้องอำลาตำแหน่งไป และดันจูเลน โลโปเตกีเข้ามาคุมทีมแทน แต่แล้วกุนซือวัย 51 ปีก็ดันไปหักหลังสมาคมฟุตบอลสเปนด้วยการไปเซ็นต์สัญญาล่วงหน้ากับเรอัล มาดริดก่อนเริ่มฟุตบอลโลก 2018 เพียง 2 วันจนทำให้โดนปลดจากตำแหนง และเป็นเฟร์นานโด เอียร์โร่ ที่เข้ามารับเผือกร้อนแทน และด้วยความไม่เคยมีประสบการณ์ในการคุมทีมข้างสนามมาก่อน ทำให้ผลงานก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น

ทีมชาติสเปนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นทีมที่ดีแต่ป้อ และเข้าทำไม่เป็น คือเอาแต่ส่งบอลกันไปมาเหมือนเล่นลิงชิงบอล จนการส่งบอลในเกมที่พบกับทีมชาติรัสเซียในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกลายเป็นการส่งบอลที่มีสถิติมากที่สุดในโลก ซึ่งมันเห็นผลเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่คุณภาพนั้นทบไม่มี เพราะสิ่งสำคัญสำหรับเกมฟุตบอลคือประตู ที่ต้องเป็นจุดมุ่งหมายของการบุกในแต่ละครั้ง

โดยหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ได้ไม่นาน ทีมชาติสเปนก็แต่งตั้งหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตกุนซือของโรม่า และบาร์เซโลน่าเข้ามารับตำแหน่งแบบถาวร ซึ่งเอ็นริเก้ถือเป็นกุนซือที่ต่อยอดในสิ่งที่เป็ป กวาดิโอล่าสร้างไว้กับบาร์เซโลน่าได้อย่างดี ทั้งการต่อบอลแบบติกิ ตาก้า หรือทรงเกมต่างๆ แทบจะถอดแบบมาจากกวาดิโอล่าเลยทีเดียว และต้องมาดูกันว่าทีมชาติสเปนยุคใหม่จะเรียกใครมาติดทีมชาติบ้าง เพราะตัวเลือกของพวกเขานั้นเยอะมาก และมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งอาจจะได้เห็นนักเตะหน้าใหม่ๆ เข้ามาติดธง และที่ต้องเปลี่ยนแน่ๆ แล้วคือตัวแทนของอันเดรส อิเนสต้า ที่ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติสเปนไปแล้ว

กุนซือใหม่ “กระทิงดุ”

     หลังจากที่เป็นข่าวใหญ่โตก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้นเพียง 2 วัน สมาคมฟุตบอลสเปนทำเรื่องที่ไม่คาดคิดเมื่อทำการปลดจูเลน โลโปเตกี กุนซือทีมชาติออกจากตำแหน่ง หลังจากที่ไปตกลงรับงานคุมทีมเรอัล มาดริดหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก ทำให้ทางสมาคมฯ รู้สึกเสียหน้า ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นการผิดกฏระเบียบของทางสมาคมด้วย จึงจัดการไล่ออกก่อนเริ่มเกมที่ทีมชาติสเปนต้องพบกับทีมชาติโปรตุเกสในศึกฟุตบอลโลกเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้ต้องไปแต่งตั้งเฟร์นานโด เอียร์โร่ ที่ตอนนั้นทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของทางสมาคมอยู่ มารับตำแหน่งเป็นกุนซือเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งอดีตดาวเตะเรอัล มาดริดวัย 50 ปีไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ผลจึงออกมาอย่างที่ทราบกันที่ต้องทำได้เพียงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น เมื่อแพ้จุดโทษต่อทีมเจ้าภาพรัสเซีย และหลังจบทัวร์นาเม้นต์พวกเขาก็ได้ทำการแต่งตั้งหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตกุนซือโรม่า และบาร์เซโลน่าเข้ามารับงานคุมทีมชาติสเปนทันที ส่วนเฟร์นานโด เอียร์โร่ ก็ไม่ได้กลับไปรับตำแหน่งเดิมก่อนหน้านี้ด้วย

หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่เคยพาทีมบาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จด้วยการได้แชมป์ลา ลีก้า สเปน 2 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัย ซึ่งงานแรกของกุนซือวัย 48 ปีคือการคุมทีมชาติสเปนต้องบุกไปเยือนทีมชาติอังกฤษที่เวมบลีย์ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ คัพในวันที่ 8 กันยายนนี้ และในอีก 3 วันถัดมาก็ต้องกลับมาต้อนรับการมาเยือนของทีมชาติโครเอเชีย รองแชมป์โลกปีล่าสุด แต่งานหลักของเขาคือการพาทีมชาติสเปนทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบคัดเลือกที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งเอ็นริเก้ก็ได้ห่างหายจากการคุมทีมไป 1 ปีเศษ ซึ่งหลุยส์ เอ็นริเก้ เคยมีดีกรีเป็นถึงโค๊ชยอดเยี่ยมแห่งปีของทางฟีฟ่าด้วยเมื่อปี 2015 ที่เขาพาทีมบาร์เซโลน่าคว้าดับเบิ้ล แชมป์ ทั้งศึกลา ลีก้า และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

หลังจากหมดยุคของบิเซ็นเต้ เดล บอสเก้ ที่สามารถพาทีม “กระทิงดุ” คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 2012 พวกเขาก็เริ่มกลับมาล้มเหลวในรอบสุดท้ายอีกครั้ง โดยในศึกฟุตบอลโลก 2014 พวกเขาต้องตกรอบแรกแบบหมดรูป ส่วนฟุตบอลยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสพวกเขาก็ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อพ่ายให้กับทีมชาติอิตาลี 0-2 และหลังจากนั้นทางสมาคมฟุตบอลสเปนก็ได้วางจูเลน โลโปเตกีที่หวังจะให้คุมทีมระยะยาว แต่เขากลับทำมันพังไปเสียก่อน

ไอซ์แลนด์ อาจไม่เหมือนเดิม

    ศึกฟุตบอลโลก ถือเป็นเวทีที่ทำให้มีนักเตะแจ้งเกิดมากมาย และก็ทำให้นักเตะหลายคนดับอนาจด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับกุนซือที่มีโอกาสได้งานที่ใหญ่กว่าเดิม และอาจจะโดนไล่ออกหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ได้เช่นกัน และในศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียหนนี้ก็มีกุนซือหลายคนที่ต้องตกงานหลังจากพาทีมชาติที่คุมทำผลงานได้น่าผิดหวัง อย่างเช่นฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือหัวเหม่งที่ทำทีมชาติอาร์เจนติน่าล้มเหลว และทำได้แค่ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น จนต้องออกจากตำแหน่งจากความกดดันที่มาจากแฟนบอล และที่น่าตกใจก็คงจะเป็นทีมชาติไอซ์แลนด์ ที่กุนซืออย่างเฮลเมียร์ ฮัลล์กริมสัน ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังจบศึกฟุตบอลโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เฮลเมียร์ ฮัลล์กริมสัน ถือว่าเป็นกุนซือผู้สร้างทีมชาติไอซ์แลนด์ให้มีความแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ก็ว่าได้ โดยกุนซือวัย 51 ปี เริ่มเข้ามาคุมทีมชาติไอซ์แลนด์เมื่อปี 2013 โดยตอนแรกเป็นการคุมทีมร่วมกับลาร์ส ลาเกอร์บัค กุนซือดังชาวสวีเดน ที่เริ่มสร้างทีมมาตั้งแต่ปี 2011 แต่ช่วงนั้นไอซ์แลนด์ยังถือว่าไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่พอได้มีการแต่งตั้งเป็นกุนซือคนคู่ กลับทำให้ไอซ์แลนด์แข็งแกร่ง และดูเก่งขึ้นผิดหูผิดตาเลยทีเดียว และสุดท้ายไอซ์แลนด์ก็ประสบความสำเร็จด้วยการผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถึงแม้ศึกยูโร 2016 จะเป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มทีมจาก 16 ทีมเป็น 24 ทีม ทำให้โอกาสที่จะเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายเพิ่มมากขึ้นก็ตามซึ่งพวกเขาผ่านรอบคัดเลือกโดยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม และเขี่ยทีมชาติฮอลแลนด์ตกรอบไปด้วย ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น เพราะในรอบสุดท้ายพวกเขายังผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อีกด้วย ถึงแม้จะแพ้ทีมชาติฝรั่งเศสอย่างขาดลอยก็ตาม และหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ ลาร์ส ลาเกอร์บัคก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง จึงเป็นการอำลากุนซือคนคู่ และเหลือเฮลเมียร์ ฮัลล์กริมสันคุมทีมเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งกุนซือชาวไอซ์แลนด์ก็ยังต่อยอดทีมชุดนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มรอบคัดเลือก ผ่านเข้าเล่นฟุตบอลโลกได้สำเร็จอีกด้วย และถึงแม้ว่าในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายพวกเขาจะไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยก็ตาม แตก็ยังมีคะแนนจากการเสมอกับอาร์เจนติน่า 1-1 ซึ่งการลาออกครั้งนี้ของเฮลเมียร์ ฮัลล์กริมสัน อาจจะทำให้ทีมชาติไอซ์แลนด์ไม่แข็งแกร่งเหมือนอย่างช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ได้

ยุโรปครองโลก

   ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา หากวัดความสำเร็จจากทวีปต่างๆ คงไม่ต้องสืบว่า ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้คือทวีปยุโรป ที่ถึงแม้จะเป็นทวีปที่ได้โควต้าการเล่นในศึกฟุตบอลโลกมากที่สุดอยู่ตลอดอยู่แล้ว คือ 14 ชาติ เนื่องจากมีจำนวนชาติที่เยอะ แต่ทีมจากทวีปยุโรปสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ถึง 11 ทีม และมีทีมทีมจากยุโรปที่ตกรอบแรกไปเพียง 3 ทีมเท่านั้น โดย 2 ใน 3 ทีมนั้นมาจากกลุ่มที่มีชาติจากยุโรปอยู่ด้วยกัน 2 ทีมด้วย คือไอซ์แลนด์ ที่อยู่กลุ่มเดียวกับทีมชาติโครเอเชีย และเซอร์เบีย ที่อยู่กลุ่มเดียวกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนโปแลนด์ที่อยู่ในกลุ่มที่ 4 ชาติมาจากคนละทวีป และเป็นชาติที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดจากตัวแทนทวีปยุโรปทั้งหมด เพราะกว่าจะมาเก็บชัยชนะได้ก็เป็นนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มซะแล้ว โดยเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นปิดท้ายได้ 1-0

ผลงานของทีมจากยุโรปยังไม่จบเท่านี้ เมื่อผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปแล้วก็เป็นรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยทีมชาติจากยุโรปยังสามารถผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้ถึง 6 ทีม ซึ่งทีมที่ต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายคือโปรตุเกสที่แพ้อุรุกวัย 1-2 ทั้งๆ ที่บุกใส่ทั้งเกม ทีมชาติสเปนที่แพ้ให้กับเจ้าภาพรัสเซียในการดวลจุดโทษ ทีมชาติเดนมาร์กที่แพ้ให้กับทีมชาติโครเอเชียในการดวลจุดโทษเช่นกัน และสุดท้ายทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่แพ้ให้กับทีมชาติสวีเดน นอกนั้นชาติจากยุโรปชนะได้ทั้งหมด ทั้งฝรั่งเศสที่ชนะอาร์เจนติน่าอย่างสนุก 4-3 เบลเยี่ยมที่พลิกนรกกลับมาเอาชนะญี่ปุ่น 3-2 และอังกฤษที่เอาชนะโคลอมเบียในการดวลจุดโทษ

รอบ 8 ทีมสุดท้าย ทีมจากทวีปยุโรปต้องมาพบกันเองอีก 2 คู่ คืออังกฤษที่พบกับสวีเดน และรัสเซียที่ต้องพบกับโครเอเชีย โดยทีมชาติอังกฤษเอาชนะสวีเดนไปอย่างไม่ยากเย็น 2-0 ส่วนทีมชาติโครเอเชียต้องดวลจุดโทษอีกครั้ง กว่าจะเอาชนะเจ้าภาพรัสเซียได้ ส่วนอีก 2 คู่คือทีมชาติเบลเยี่ยมที่โค่นเต็ง 1 ในฟุตบอลโลกหนนี้อย่างทีมชาติบราซิลได้สำเร็จ 2-1 และทีมชาติฝรั่งเศสที่เอาชนะทีมชาติอุรุกวัยได้อย่างสบายเท้า 2-0 ทำให้ 4 ทีมที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก กลายเป็นฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปไปชั่วขณะ เพราะทั้ง 4 ทีมมาจากทวีปยุโรปด้วยกันทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะส่วนใหญ่จะมีทีมชาติบราซิล หรือทีมชาติอาร์เจนติน่าหลุดเข้ามาในรอบรองชนะเลิศด้วย ทำให้ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีเจ้าภาพมากหน้าหลายตา ก็เหมือนจะเป็นการชิงแชมป์โลกกรายๆ เลยก็ว่าได้

อัศวินสีส้ม

    หลังจากปี 1986 เป็นต้นมา ทีมฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ก็ได้เล่นในฟุตบอลระดับเมเจอร์รายการใหญ่ ทั้งศึกฟุตบอลโลก และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาโดยตลอด และไม่เคยพลาดทัวร์นาเม้นต์ระดับเมเจอร์ 2 รายการติดต่อกันเลย ซึ่งพวกเขาจะได้เล่นในรอบสุดท้ายอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งมาถึงยุคนี้ที่พวกเขาไม่ผ่านรอบคัดเลือกทั้งศึกฟุตบอลยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ รวมถึงฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ตกต่ำที่สุดของทีม “อัศวินสีส้ม” เลยทีเดียว

หลังจากที่พวกเขาจบจากศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลด้วยการจบอันดับที่ 3 ของทัวร์นาเม้นต์ในยุคการคุมทีมของ “อาจารย์หลุยส์” หลุยส์ ฟาน กัล บรมกุนซือชาวดัตช์ ที่หลังจบทัวร์นาเม้นต์เขาก็พ้นจากตำแหน่ง และย้ายไปคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อหลังจากนั้น ซึ่งโดยปกติแล้วสมาคมฟุตบอลของชาติต่างๆ มักจะให้เวลากุนซือคุมทีมอย่างน้อยเป็นเวลา 2 ปี แต่กับไม่เป็นเช่นนั้นกับทีมชาติฮอลแลนด์ เมื่อในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พวกเขากลับเปลี่ยนกุนซือไปแล้วถึง 4 คน เริ่มตั้งแต่กุส ฮิดดิ้ง ที่ได้คุมทีมไม่ถึง 1 ปีด้วยซ้ำ ต่อมาเป็นแดนนี่ บลินด์ อดีตตำนานนักเตะของอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ได้คุมทีมเกือบ 2 ปี ต่อด้วยการหวนกลับมาคุมทีมชาติฮอลแลนด์อีกครั้งของดิ๊ค อัดโวคาต ที่อยู่ในตำแหน่งเพียง 6 เดือนเท่านั้น และคนสุดท้าย และคนปัจจุบันเป็นโรนัลด์ คูมันน์ อดีตผู้จัดการทีมสโมสรเซาต์แธมตัน และเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีก ที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเซ็นสัญญากันเป็นเวลา 4 ปีครึ่งเลยทีเดียว เพื่อเป้าหมายที่จะพาทีมชาติฮอลแลนด์กลับไปเล่นในฟุตบอลรายการใหญ่อีกครั้งให้ได้ ทั้งศึกยูโร 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้า และศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาต้าร์ ซึ่งจาก 4 นัดที่ผ่านมา กุนซือวัย 55 ปี สามารถพาทีม “อัศวินสีส้ม” เอาชนะได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น

ทีมชาติฮอลแลนด์กำลังอยู่ในช่วงผลัดใบ ซึ่งนักเตะดาวดังหลายคนจากชุดอันดับ 3 ฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีที่แล้วได้ก็ได้ประกาศอำลาทีมชาติกันไปเกือบหมดแล้ว และบางคนก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของโรนัลด์ คูมันน์แล้วด้วย เนื่องจากอายุที่มากขึ้น และเลยจุดพีคของฟอร์มการเล่นไปแล้ว ทั้งโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ หรอือาร์เย็น ร็อบเบน และตอนนี้ก็ยังไม่มีนักบอลชาวดัตช์ที่ก้าวขึ้นมาเป็นดาวดัง และกำลังสำคัญของทีมเลย โดยมีเพียงเมมฟิส เดปาย ปีกจากโอลิมปิก ลียงเท่านั้น ที่พอจะมีอนาคตมากที่สุดในเวลานี้