เจ้าภาพแบบใหม่

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปกำลังจะเกิดขึ้นในศึกยูโร 2020 ที่จะเป็นครั้งแรกซึ่งมีเจ้าภาพมากที่สุดถึง 12 ทีมเลยทีเดียว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฏทีมที่ได้เข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายจาก 16 เป็น 24 ทีมมาแล้วเมื่อยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งการเป็นเจ้าภาพร่วมเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งในศึกฟุตบอลโลกที่เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกันเมื่อปี 2002 หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อปี 2000 ที่ฮอลแลนด์ และเบลเยี่ยมเคยเป็นเจ้าภาพร่วมกันมาแล้ว ซึ่งแนวคิดการมีหลายประเทศร่วมเป็นเจ้าภาพครั้งนี้มีมิเชล พลาตินี่ ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่าคนก่อนเป็นต้นคิด เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ในการก่อตั้งสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปขึ้น โดยแชมป์ในครั้งนี้จะได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกคอนเฟเดเรชั่น คัพ ในครั้งถัดไปตามปกติ

หลังจากที่มีการประชุมกันเมื่อปลายปีที่แล้วก็ได้บทสรุปมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าประเทศใด และสนามไหนจะได้เป็นเจ้าภาพบ้าง โดยมีประเทศเบลารุส บัลแกเรีย อิสราเอล มาเซโดเนีย สวีเดน และเวลส์ ที่ต้องผิดหวังที่ไม่ถูกคัดเลือกในครั้งนี้ โดยมี 12 ประเทศที่สมหวังได้เป็นผู้จัดร่วมครั้งนี้ ประกอบไปด้วยอาร์เซอร์ไบจาน เดนมาร์ก อังกฤษ เยอรมัน ฮังการี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ โรมาเนีย รัสเซีย สก็อตแลนด์ และสเปน โดยสนามที่ได้รับความสำคัญที่สุดก็คือเวมบลี่ย์ ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ที่จะได้จัดการแข่งขันทั้งในรอบแบ่งกลุ่ม รอบ 16 ทีมสุดท้าย รวมถึงรอบรองชนะเลิศ และนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย ส่วนนัดเปิดสนามจะเปิดกันที่โอลิมปิก สเตเดี้ยมในกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยการจับสลากรอบคัดเลือกจะเริ่มในช่วงปลายปีนี้ที่ประเทศไอร์แลนด์ และจะเริ่มเตะรอบคัดเลือกกันในช่วงเดือนมีนาคมปี 2019 เพื่อหา 24 ชาติที่จะได้ไปเล่นในรอบสุดท้ายในกลางปี 2020 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ตั้งแต่ที่มีการเพิ่มทีมในรอบสุดท้ายจาก 16 เป็น 24 ทีมเมื่อคราวที่แล้ว ว่าอาจทำให้คุณภาพทีมในรอบสุดท้ายลดลง จนมาถึงการมีเจ้าภาพร่วมกันถึง 12 ทีม ซึ่งเกิดคำถามขึ้นมากมายว่าอาจจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นเรื่องของการจัดการ และปัญหาในด้านของการเดินทาง ที่ชาติต่างๆ อาจจะต้องเดินทางรอบยุโรป เพื่อทำการแข่งขันภายในระยะเวลา 1 เดือนเท่านั้น

นี่อาจจะเป็นการทดลองเพียงครั้งเดียวก็ได้ หากการมีเจ้าภาพหลายประเทศครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านของความพึงพอใจของแฟนฟุตบอล หรือจำนวนรายได้ที่จะเข้าทางยูฟ่า ซึ่งต้องมารอดูกันว่าแนวคิดแบบนี้จะเข้าท่าหรือไม่ คงต้องรอให้ถึงกลางปี 2020 จึงจะทราบกัน