อิตาลีต้องกู้ศรัทธา

            หลังจากตกรอบเพลย์ออฟในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โดยพ่ายให้กับทีมชาติสวีเดน 0-1 ทำให้ทีมชาติอิตาลีไม่ได้ผ่านเข้าไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1958 ที่ประเทศสวีเดนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็นยุคตกต่ำที่สุดช่วงหนึ่งของทีม “อัซซูรี่” เลยทีเดียว ซึ่งสมาคมฟุตบอลอิตาลีจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเริ่มต้นด้วยการปลดจามเปียโร่ เวนตุร่า กุนซือที่เข้ามารับงานต่อจากอันโตนิโอ คอนเต้ หลังจบศึกฟุตบอลยูโรที่ประเทศฝรั่งเศสออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถพาทีมชาติอิตาลีผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ ทำให้ต้องแต่งตั้งลุยจิ ดิ เบียโจ้ เข้ามารับตำแหน่งชั่วคราว แล้วไปจ้างโรแบร์โต้ มานชินี่ กุนซือมากฝีมือและโปรไฟล์ดีเข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลีแทน โดยกุนซือวัย 53 ปียอมยกเลิกสัญญากับเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ทีมดังในประเทศรัสเซียมารับงานเพื่อชาติงานนี้แทนในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้คุมทีมอุ่นเครื่องไปแล้ว 3 นัดด้วยกันก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น โดยมีผลงานชนะ 1 เสมอ 1 และแพ้ 1 นัด

กุนซือวัย 53 ปีมีผลงานการคุมทีมสโมสรที่ไม่ธรรมดาทีเดียว ทั้งในอิตาลีที่เคยพาอินเตอร์ มิลานเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาถึง 3 สมัย และโคปปา อิตาเลียกับทีมเมืองหลวงมิลานอีก 3 สมัย และกับฟิออเรนติน่า และลาซิโออีกทีมละ 1 สมัย หรือในอังกฤษก็เคยสร้างประวัติศาสตร์พาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกมาแล้วด้วย ซึ่งถือว่าพาทีมมีถ้วยติดมือมาได้เกือบทุกทีมในการเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งสมาคมฟุตบอลอิตาลีเลือกมาโดยเฉพาะเพื่อให้กูศรัทธาแฟนบอลอิตาลีให้กับมามีกับทีมชาติอิตาลีอีกครั้ง โดยงานแรกคือการพาทีมชาติอิตาลีไปเล่นในศึกยูโร 2020 ให้ได้ ซึ่งจะเริ่มมีการจับสลากแบ่งกลุ่มในรอบคัดเลือกในช่วงปลายปี 2018 นี้ และไปเริ่มแข่งรอบคัดเลือกกันในช่วงเดือนมีนาคม 2019 ทำให้โรแบร์โต้ มานชินี่มีเวลาลองผิดลองถูกอีกซักระยะ โดยเกมแรกอย่างเป็นทางการของเขาคือการพาทีมชาติอิตาลีทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมชาติโปแลนด์ และต่อด้วยการไปเยือนทีมชาติโปรตุเกส ทีมแชมป์ยูโรครั้งล่าสุดในอีก 3 วันต่อมา ซึ่งทรัพยากรนักเตะชุดนี้ก็ถือว่าไม่ได้แย่นัก จะขาดก็เพียงจิอันลุยจิ บุฟฟ่อน ผู้รักษาประตูระดับตำนานที่ประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปแล้ว หลังจากตกรอบเพลย์ออฟฟุตบอลโลก